หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะอันตรายที่ต้องระวัง
หัวใจเต้นปกติเป็นอย่างไร?
ในขณะนั่งพักหัวใจจะเต้นประมาณ 60-80 ครั้งต่อนาที ในขณะเดินหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเป็นประมาณ 80-100 ครั้งต่อนาที และมากกว่า 100 ครั้งต่อนาทีในขณะวิ่ง
หัวใจเต้นผิดปกติคืออะไร?
ภาวะที่หัวใจมีอัตราการเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติ ไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายในขณะนั้น ซึ่งอาจมีจังหวะการเต้นที่ผิดปกติร่วมด้วย หัวใจเต้นผิดปกติอาจเป็นความผิดปกติในอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น เต้นเร็วเกินไปหรือช้าเกินไปหรืออาจเป็นความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจก็ได้
หัวใจเต้นผิดปกติมีกี่ชนิด?
หัวใจเต้นผิดปกติมีไม่ต่ำกว่า 10 ชนิด แต่ละชนิดจะมีกลไกการเกิด สาเหตุการเกิด อาการ วิธีการรักษา รวมถึงการพยากรณ์โรคที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งชนิดของหัวใจเต้นผิดปกติเป็นสองแบบใหญ่ๆ คือ
1. หัวใจเต้นช้าผิดปกติ
2. หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
หัวใจเต้นผิดปกติ มีอาการอย่างไร ?
ถ้าผู้ป่วยมีหัวใจเต้นช้าผิดปกติ จะมีอาการเด่นที่สำคัญคือ ร่างกายได้รับเลือดไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ถ้าเป็นน้อยก็จะมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง ถ้าเป็นมากขึ้นก็จะมีอาการเหนื่อยแม้ในขณะพัก ถ้าเต้นช้าขั้นรุนแรงจะมีอาการหน้ามืด หมดสติหรือเสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้น
ในรายที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ จะมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วและแรง เหนื่อย ในผู้ป่วยสูงอายุหรือมีโรคหัวใจอ่อนกำลังอยู่เดิม อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ หัวใจล้มเหลว หมดสติหรือเสียชีวิตได้
ในกรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะ มักจะเกิดจากการที่มีจุดกำเนิดไฟฟ้าหัวใจนอกเหนือจากจุดกำเนิดไฟฟ้าปกติของหัวใจ ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาเป็นครั้งคราวไม่สัมพันธ์กับกระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจากจุดกำเนิดไฟฟ้าปกติ ทำให้รบกวนจังหวะการเต้นปกติของหัวใจ จึงเกิดการเต้นผิดจังหวะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดปกติบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ เลยก็ได้ ซึ่งจะทราบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือมาพบแพทย์ด้วยโรคอื่นๆ
การรักษาหัวใจเต้นผิดปกติโดยวิธีการจี้ด้วยคลื่นวิทยุ
การรักษาด้วยวิธีนี้ เป็นการรักษาแนวใหม่ที่ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วใน 10 ปี ที่ผ่านมาการรักษาชนิดนี้สามารถรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะเกือบทุกชนิดให้หายได้ โดยไม่ต้องทานยาตลอดชีวิต โดยใช้สายสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดดำหรือแดงที่บริเวณขาหนีบ แพทย์จะใช้สายสวนหัวใจนี้ตรวจหาความผิดปกติภายในผนังด้านในของหัวใจที่เป็นจุดกำเนิดของหัวใจเต้นปกติ เมื่อพบแล้วแพทย์จะทำการจี้ทำลายบริเวณดังกล่าวด้วยคลื่นวิทยุ ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ในอดีตการรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้ในรายที่ทานยาแล้วไม่ได้ผล หรือทานยาได้ผลแต่เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของแพทย์ ทำให้การรักษามีความสำเร็จสูง มีภาวะแทรกซ้อนต่ำมาก การรักษาด้วยวิธีนี้จึงเป็นที่นิยมมากโดยเฉพาะผู้ป่วยอายุน้อยที่ไม่ต้องการทานยาตลอดชีวิต
“ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” http://bit.ly/2MyNokW
สายด่วนสุขภาพโทร 0-2743-9999 ต่อ 2999