โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปริศนาโบราณคดี : 'หัวเสารูปสิงห์' วัฒนธรรมหินตั้ง แห่งอำเภอบ้านโฮ่ง?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 มิ.ย. 2564 เวลา 17.31 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 08.30 น.

 

‘หัวเสารูปสิงห์’

วัฒนธรรมหินตั้ง แห่งอำเภอบ้านโฮ่ง?

 

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ดิฉันและคณะผู้สนใจเรื่องประวัติศาสตร์-โบราณคดีจำนวน 13 คน ได้ลงพื้นที่สำรวจแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ “กลุ่มเสาหินซ้อน” หลังถ้ำหลวงผาเวียง ตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน

โดยมีนายสมาน กองแก้ว นายอำเภอบ้านโฮ่ง (ต่อมาไม่นานท่านได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน) กับคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองให้การต้อนรับนำทางสำรวจ

ไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าพวกเราได้พบแหล่งโบราณคดีที่น่าสนใจอย่างสุดจะพรรณนา

ก่อนจะไปถึงกลุ่ม “เสาหินซ้อน” เราต้องผ่าน “ถ้ำหลวงผาเวียง” ณ ปากทางเข้าด้านล่าง ที่ได้รับการฟื้นฟูให้เป็นที่พักสงฆ์ มีถนนขึ้นสู่ดอยขนาดย่อมด้านบน เมื่อถึงทางแยกสามแพร่ง หากเลี้ยวไปทางซ้ายจะเข้าสู่ภายในถ้ำหลวงผาเวียง

ถ้ำแห่งนี้ก็มีความน่าสนใจยิ่ง ตามตำนานมุขปาฐะ ปราชญ์ชาวบ้านเล่าว่าบริเวณนี้เคยเป็นสถานปฏิบัติธรรมของพระนางจามเทวี หลังจากเสร็จศึกกับขุนหลวงวิลังคะ

พระนางจามเทวีสลดพระทัยยิ่งต่อการเสียชีวิตของขุนหลวงวิลังคะกับไพร่พลทหารจำนวนมาก พระนางจึงสละราชสมบัติให้โอรสแฝดพี่ เจ้ามหันตยศปกครองเมืองลำพูนแทน พร้อมกับออกปฏิบัติธรรมชั่วคราวที่ถ้ำหลวงผาเวียงแห่งนี้

จริงเท็จอย่างไรไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้ เพราะเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาเท่านั้น

ดิฉันเคยลงพื้นที่สำรวจถ้ำหลวงผาเวียงเมื่อปี 2548 ต้องปีนบันไดสูงชัน ปัจจุบันมีถนนตัดขึ้นสู่หน้าถ้ำพร้อมจัดสร้างพญานาค 1 คู่ มีการติดไฟหลายจุด ภายในถ้ำมีสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง กอปรด้วย

หินปูนประเภทหินงอกหินย้อย คล้ายกับถ้ำที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป ร่องรอยฟอสซิลที่ฝังตัวในหินหลากหลายประเภท

ถ้ำค้างคาวอับชื้นในจุดที่ไม่เห็นแสงตะวันอยู่จุดที่ลึกที่สุดของถ้ำ เป็นส่วนที่ไม่ก๊าซออกซิเจน ตอนล่างมีมูลค้างคาวทับถมหนาจนเกิดการหมักหมมของสัตว์ประเภทหนอน-พยาธิ-ทาก (กิมิชาติ) สีขาวซีด ดำรงอยู่ในแอ่งหลายหมื่นตัว ควรค่าแก่การศึกษาด้านชีวภาพเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ “หินผลึกแก้ว” (คริสตัล) ซึ่งเหลือน้อยมากแล้ว เชื่อว่าเดิมหินย้อยจำนวนมากในถ้ำเคยเป็นหินผลึกแก้วมาก่อน คณะสำรวจมีข้อวิตกกังวลว่า ในอนาคตหากมีนักท่องเที่ยวเข้าไปปริมาณมาก เกรงว่าอาจมีผู้เอามือไปลูบคลำหินผลึกแก้วคริสตัล ทั้งนี้ เหงื่อของมนุษย์จะทำปฏิกิริยาให้หินผลึกแก้วเกิดการเปลี่ยนสีเป็นหินด้านสีน้ำตาลได้

หากตรงจุดสามแยกเราไม่เลี้ยวซ้ายไปที่ถ้ำหลวงผาเวียง แต่มุ่งหน้าไต่เขาตรงขึ้นไปเรื่อยๆ สู่เขาสูงชัน จะพบกลุ่ม “เสาหินซ้อน-หินตั้ง” บนดอยผาเวียง อยู่ด้านหลังถ้ำหลวงผาเวียงไม่ไกลนัก

ลานหินตั้งจำนวนมหาศาลนี้ วางกล่นเกลื่อนบนพื้นที่ขนาดใหญ่ริมหน้าผา คณะสำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นหินภูเขาไฟที่ดับเถ้าลาวาแล้ว เนื้อพรุนสีเทาดำ

สิ่งที่เราพบมีดังนี้

พบกลุ่มเสาหินเดี่ยวแท่งสูง ที่ใช้หินตั้งก่อซ้อนชั้นขึ้นไปด้วยฝีมือมนุษย์ (บางส่วนเป็นหินซ้อนจากธรรมชาติ แต่สำรวจแล้วพบว่ามีการจัดวางแบบจงใจโดยมนุษย์) จำนวนหลายแท่ง

เสาขนาดใหญ่มี 3 แท่ง และขนาดปานกลาง กับขนาดเล็กลดหลั่น กระจายตัวกันไปอีกจำนวนหลายแท่ง (เนื่องจากพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก คณะเราจึงยังไม่สามารถสำรวจได้หมดทุกจุด)

มีข้อสังเกตว่า ปลายสุดของเสาเหล่านี้ มีรูปลักษณ์คล้าย “หัวสิงห์” คือมีร่องรอยการสลักให้เป็นหน้าสัตว์ดุร้าย ทำปากอ้าแยกเขี้ยว ใบหูใหญ่ และหัวตอนบนมีลักษณะฟูคล้ายขนสิงโต

คณะสำรวจเห็นพ้องต้องกันว่า ควรมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดียุคหินมาศึกษาเชื่อมโยงกับคติการทำรูปสิงห์ในหลายอารยธรรมทั้งซีกโลกตะวันตกและโลกตะวันออกอื่นๆ ที่นิยมทำ Lion Gate เช่น อารยธรรมกรีก อารยธรรมเมโสโปเตเมีย เป็นต้น

พบหินที่ตกแต่งเป็นวงโค้งเกือกม้าหรือรูปตัว U ชิ้นใหญ่น้อย วางเรียงรายโอบล้อมรอบเสาหินซ้อนซึ่งอยู่ตอนกลาง ก่อเป็นวงหลายวงคล้ายกับกั้นให้เป็นลานประกอบพิธีกรรม

พบร่องรอยของการเจาะหินแนวยาวให้เป็นช่องกลมทะลุผ่าน ยาวต่อเนื่องพาดไปมา ลักษณะคล้ายท่อส่งน้ำ

พบหินบางกลุ่มมีลักษณะของ “ไม้กลายเป็นหิน” นอกจากนี้ ยังพบขวานหินโบราณทั้งหินกะเทาะ และหินขัดตลอดเส้นทางขึ้นสู่ดอยผาเวียงในทุกๆ ระยะ

ลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คณะสำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอารยธรรมที่มีความเก่าแก่กว่ายุคโลหะ คือควรเป็นยุคหิน อาจเก่าถึงยุคหินใหม่ เนื่องจากไม่พบวัฒนธรรมการฝังศพด้วยการใช้ก้อนหินก่อล้อมแบบวงตีไก่ของชาวลัวะ รวมทั้งยังไม่พบเครื่องมือเหล็กบริเวณดังกล่าว

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกแบบสหศาสตร์ ทั้งด้านโบราณคดี ควบคู่ไปกับด้านธรณีวิทยา มานุษยวิทยา ดาราศาสตร์ และประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกอย่างละเอียด ด้วยเหตุที่ไม่เคยพบแหล่งโบราณคดีที่ดูคล้ายหินตั้งอย่างชัดเจนแห่งใดมาก่อนในดินแดนล้านนา

อันที่จริงไม่ไกลจากถ้ำหลวงผาเวียงเกินไปนัก ในเขตตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง ยังมีแหล่งภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์อายุ 3,000 ปี ที่ดอยแตฮ่อ บ้านห้วยหละ ซึ่งดิฉันได้เคยนำเสนอรายละเอียดในบทความนี้ตั้งแต่เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว

หวนกลับไปคราวนี้อีกครั้ง พบว่ามีการสกัดผนังหินปูนตามหน้าผาจนภาพเขียนสีร่วงหล่น ทั้งยังมีการเอาสีขาวไปขีดเขียนทับภาพสีแดงเดิม การลงพื้นที่สำรวจครั้งล่าสุดนี้ดิฉันพบว่า มีภาพเขียนสีหลายภาพได้ร่วงหล่นหายไปจริง เมื่อเทียบกับภาพถ่ายเก่าที่ดิฉันเคยถ่ายไว้ในปี 2552

ยกตัวอย่างเช่น ภาพสัตว์ตัวหนึ่งบนผนังค่อนข้างสูง ลักษณะท่อนบนคล้ายกระดองเต่า ท่อนล่างมีขายั้วเยี้ยคล้ายแมงกะพรุน และภาพสัตว์คล้ายวัวกระทิง

ดิฉันพยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้ง 3 จุดที่กล่าวมา ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือไม่?

พบว่าบริเวณตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ในอดีตน่าจะเคยเป็นแหล่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ตั้งแต่ยุคหิน ยุคถ้ำ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน กรณีของหินงอกหินย้อยภายในถ้ำและภาพจิตรกรรมฝาผนัง แม้จะมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่เท่ากับการค้นพบ “เสาหินหัวสิงห์”

เนื่องจาก “เสาหินซ้อน-หินตั้งรูปหัวสิงห์” นั้น เป็นจุดที่เก่ามาก แปลกมาก จนชวนให้พิศวงและต้องตั้งคำถามว่า

ในประเทศไทยของเรา มีวัฒนธรรมยุคหินตั้งที่มีการทำ “หัวเสาเป็นรูปสิงห์” ด้วยจริงๆ หรือ? เรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการศึกษาต่อยอดแบบสหศาสตร์ดังที่กล่าวมาแล้วตอนบน

ท่านใดสนใจอยากศึกษาสำรวจเรื่องนี้แบบเจาะลึก หรือมีข้อมูลแลกเปลี่ยน โปรดคุยกันหลังไมค์กับดิฉันได้ในกล่องข้อความของเฟซบุ๊กชื่อสกุลเดียวกันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...