โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แอร์วิน รอมเมล: สุนัขจิ้งจอกทะเลทรายและจอมพลคนโปรดของผู้นำเผด็จการ

The Momentum

อัพเดต 20 พ.ย. 2563 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 08.50 น. • บุญโชค พานิชศิลป์

In focus

  • รอมเมลสร้างชื่อเป็นทหารกล้าขึ้นมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งใน สนามรบอิซอนโซครั้งที่สิบสองเมื่อเดือนตุลาคม 1917 ระหว่างที่หน่วยรบเยอรมันรุดไปช่วยออสเตรียตอบโต้อิตาลี ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของเขาเป็นที่ประทับใจของทหารในกองรอมเมลมักอยู่แถวหน้ากับนายทหารของเขาเสมอ จนเลื่องลือกันว่าแนวหน้าอยู่ไหนรอมเมลอยู่ที่นั่น
  • รอมเมลไม่เพียงชื่นชมท่านผู้นำแต่ฝ่ายเดียว ฮิตเลอร์ยังแสดงความชื่นชมด้วยการยกฐานะให้เขาเป็นนายพลคนสนิท และตอบแทนเขาด้วยลาภยศในเดือนมิถุนายน 1942 ฮิตเลอร์ได้แต่งตั้งนายพลวัย 50 เป็นจอมพลที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมี
  • ในฐานะ ‘สุนัขจิ้งจอกทะเลทราย’ เขายังเป็นคนเยอรมันที่มีชื่อเสียงโด่งดังรองจากฮิตเลอร์ทั้งในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา แม้แต่ศัตรูรายใหญ่ของนาซีเยอรมนีก็ยังให้ความเคารพต่อแอร์วิน รอมเมล

เมื่อครั้งที่ แอร์วิน รอมเมล (Erwin Rommel) เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการกองรถถังในเดือนตุลาคม 1939 หัวหน้าสำนักกำลังพลทหารมองว่าเขาเหมาะสมที่สุดสำหรับกองรบภูเขา อีกทั้งเขายังเคยผ่านการสู้รบมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นายพลผู้ทะเยอทะยานใฝ่ฝันถึงรถถังมานาน แถมมีวิสัยทัศน์ในการใช้มันทำสงคราม และแล้วความปรารถนาของเขากลายเป็น ‘คำสั่งของท่านผู้นำ’ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1940 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สั่งการให้รอมเมลได้ตำแหน่งผู้บัญชาการกองรถถังที่ 7 ซึ่งเป็นกองรบระดับหัวแถวของกองทัพเยอรมัน ก่อนผละออกจากห้องทำงานของผู้นำ ฮิตเลอร์มอบหนังสือ Mein Kampf พร้อมข้อความลายเซ็น “มอบแด่นายพลรอมเมลเพื่อเป็นที่ระลึกด้วยไมตรี” สองเดือนถัดมารอมเมลเขียนจดหมายเล่าความในใจถึงลูซี-มาเรีย (Lucie-Maria) ผู้เป็นภรรยา “ถ้าเราไม่มีผู้นำท่านนี้ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีผู้ชายเยอรมันคนไหนอีกหรือไม่ที่เข้าใจลึกซึ้งถึงศิลปะของการนำกองทัพและการเมืองเช่นนี้”

รอมเมลไม่เพียงชื่นชมท่านผู้นำแต่ฝ่ายเดียว ฮิตเลอร์ยังแสดงความชื่นชมด้วยการยกฐานะให้เขาเป็นนายพลคนสนิทและตอบแทนเขาด้วยลาภยศ ขณะเดียวกันเขาก็รับใช้โยเซฟ เกิบเบลส์ (Joseph Goebbels) ในฐานะนายทหารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องสงคราม และในฐานะ ‘สุนัขจิ้งจอกทะเลทราย’ เขายังเป็นคนเยอรมันที่มีชื่อเสียงโด่งดังรองจากฮิตเลอร์ทั้งในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา แม้แต่ศัตรูรายใหญ่ของนาซีเยอรมนีก็ยังให้ความเคารพต่อแอร์วิน รอมเมล

แอร์วิน รอมเมล เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1891 ในเมืองไฮเดนไฮม์ของแคว้นชวาเบน เป็นลูกคนที่สองของครอบครัวพี่น้องสี่คน พ่อเป็นครูหัวโบราณที่เคร่งครัดเรื่องระเบียบวินัย กำหนดเส้นทางชีวิตให้ลูกเลือกสองทาง ถ้าไม่เป็นครูก็เป็นนายทหาร แอร์วินใฝ่ฝันตั้งแต่วัยเยาว์ว่าโตขึ้นอยากเป็นวิศวกรเครื่องบิน เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมฯ ปลาย ปี 1910 รอมเมลเลือกเรียนต่อในสถาบันของทหาร แต่เมื่อจบหลักสูตรจากวิทยาลัยสงครามในเมืองดันซิกเขาทำได้เพียงใบประกาศนียบัตร ‘ทหารเกรดเฉลี่ย’ พร้อมเป็นกำลังพลให้กับกองทัพเท่านั้น รอมเมลสร้างชื่อเป็นทหารกล้าขึ้นมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในสนามรบอิซอนโซครั้งที่สิบสอง เมื่อเดือนตุลาคม 1917 ระหว่างที่หน่วยรบเยอรมันรุดไปช่วยออสเตรียตอบโต้อิตาลี รอมเมล-ทหารยศนายร้อย กับหน่วยรบของเขาสามารถยึดเขามาตาจูร์ได้ภายใน 52 ชั่วโมงโดยไม่ได้หยุดพัก เป็นการเดินทัพระยะทาง 18 กิโลเมตร

เส้นทางขึ้นเขาสูง 2,400 เมตร และทางลาดลงเขาอีก 800 เมตร ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของเขาเป็นที่ประทับใจของทหารในกอง รอมเมลมักอยู่แถวหน้ากับนายทหารของเขาเสมอ จนเลื่องลือกันว่าแนวหน้าอยู่ไหนรอมเมลอยู่ที่นั่น นอกจากนี้เขายังเป็นชาวชวาเบนที่มัธยัสถ์ ขยันขันแข็ง และมีความลึกซึ้งกับสิ่งที่ตนเองทำ รอมเมลรวบรวมประสบการณ์ของเขาเขียนเป็นหนังสือ Infanteriegreift an (Infantry Attacks) ตีพิมพ์ออกมาในปี 1937 และกลายเป็นหนังสือขายดี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ชื่นชอบในงานเขียนของเขาได้แต่งตั้งรอมเมลในฤดูใบไม้ร่วงปี 1938 ขึ้นเป็นผู้บัญชาการ ‘กองพันคุ้มกันผู้นำ’ ก่อนที่กองทัพเยอรมันจะบุกโจมตีโปแลนด์ไม่นาน ฮิตเลอร์เลื่อนยศรอมเมลขึ้นเป็นนายพลคราวนั้นรอมเมลเขียนจดหมายถึงภรรยาว่า“เป็นเรื่องวิเศษจริงๆ ที่เรามีผู้ชายคนนี้(เป็นผู้นำ)” ลูซี รอมเมล ซึ่งเป็นสาวกฮิตเลอร์ตัวจริงจากเมืองดันซิกเห็นพ้องเช่นนั้น เธอมักตั้งคำถามกับแขกที่มาเยือนและเพื่อน ๆ ของเธอว่า “คุณสวดมนต์ให้กับผู้นำของเราทุกคืนหรือเปล่า” บ่อยครั้งรอมเมลได้รับเกียรติให้ร่วมมื้อกลางวันเคียงข้างผู้นำ เขากับฮิตเลอร์มักมีเรื่องพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาในกองทัพ และทั้งสองมีความเห็นตรงกันว่า กองรถถังและกองบินเป็นยุทโธปกรณ์สำคัญของการนำทัพสมัยใหม่

ตำนานความสำเร็จในอาชีพทหารของ แอร์วิน รอมเมล บันทึกไว้จากเหตุการณ์สู้รบกับกองทัพฝรั่งเศสเมื่อปี 1940 เขานำกองรถถังที่ 7 ออกรบแนวหน้าเหมือนอย่างเคยและปฏิบัติภารกิจอย่างรวดเร็ว จนทหารฝรั่งเศสตั้งฉายาให้กองรบของรอมเมลว่าเป็น ‘กองรบปีศาจ’ รอมเมลและกองรถถังของเขาบุกโจมตีฝรั่งเศสในสนามรบฝั่งตะวันตกได้ภายใน 11 วัน เคลื่อนทัพถึงบริเวณใกล้เมืองอับเบอวิลล์ได้ในวันที่ 21 พฤษภาคม 1940 สร้างความปรีดาให้กับ ‘ผู้นำ’ เป็นอย่างมาก ผลงานครั้งนั้นทำให้นายพลรอมเมลได้รับเหรียญกางเขนอัศวิน ในปีถัดมาฮิตเลอร์ยังเรียกตัวเขาเข้าพบพร้อมมอบสัญลักษณ์ใบโอ๊คให้ โยเซฟ เกิบเบลส์ นำความชื่นชมยินดีของฮิตเลอร์ไปขยายความต่อด้วยการออกสื่อเชิดชูนายพลรอมเมลเป็นวีรบุรุษของชาติ ในช่วงเวลานั้นรอมเมลได้นำทัพเข้าร่วมกับกองกำลังของอิตาลี ใช้ชื่อว่า ‘แอฟริกาคอร์ป’ ต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในแอฟริกาเหนือ ครั้งนั้นเขาได้รับชัยชนะและเป็นที่ชื่นชม แต่ก็ต้องขอบคุณเบนิโต มุสโซลินี (Benito Mussolini) นายกรัฐมนตรีจอมเผด็จการของอิตาลี ที่ช่วยส่งกองกำลังจากลิเบียในอาณานิคมเพื่อต่อต้านราชอาณาจักรอียิปต์ที่อังกฤษหนุนหลัง

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1941 เมื่อแอร์วิน รอมเมล เคลื่อนพลถึงเมืองทริโปลี เขาสั่งการให้พลรถถังขับสำแดงอำนาจไปมาท่ามกลางขบวนพาเหรดต้อนรับ เพื่อประกาศความแกร่งกร้าวให้สายสืบของอังกฤษได้ประจักษ์ ต่อมาเขายังสั่งการให้สร้างหุ่นรถถังจากโครงรถและไม้อัดของโฟล์กสวาเกน ลูกล่อลูกชนที่แพรวพราวของรอมเมลอย่างนี้เองเป็นที่มาของสมญานาม ‘สุนัขจิ้งจอกทะเลทราย’ สี่สิบวันหลังจากเดินทางถึงแอฟริกา ทั้งที่หน่วยรบฝีมือเจนจัดยังเดินทางมาถึงทริโปลีไม่ครบ เขาก็เริ่มนำทัพออกศึกโจมตีซีเรนาอิกา (เมืองทางชายฝั่งตะวันออกของลิเบีย) และยึดคืนได้สำเร็จภายในเวลาสามสัปดาห์ กองรบของเขาสามารถยึดครองพื้นที่ในรัศมีราว 800 กิโลเมตร ในแอฟริกาด้านตะวันออกไปจนถึงพรมแดนของอียิปต์

เจ้าหน้าที่กระทรวงโฆษณาการภายใต้การดูแลของโยเซฟ เกิบเบลส์ นำข่าวนี้มาโฆษาณาชวนเชื่ออีกครั้ง คราวนี้ปั้นแต่งให้เขาเป็นลูกกรรมกรและอดีตสมาชิกพรรคนาซีที่ประสบความสำเร็จถึงขั้นนายพล ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ หลังจากรอมเมลและหน่วยรบของเขาบุกเข้ายึดปราการโทบรุคได้สำเร็จ ในเดือนมิถุนายน 1942 ฮิตเลอร์ได้แต่งตั้งนายพลวัย 50 เป็นจอมพลที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมี

แอร์วิน รอมเมล เป็นนักยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด แต่บางครั้งเขาก็ผิดพลาดในเรื่องการคาดการณ์ด้านเสบียงและกำลังพลในระยะยาว ปลายปี 1941 กองทัพอังกฤษเริ่มรุกคืบโจมตีตอบโต้ เพื่อไม่ให้ฝ่ายอักษะรุกคืบเข้าไปในอียิปต์มากขึ้น แต่ก็ตรึงกำลังไว้ได้แค่เมืองอัล-อะละมัยน์ ระยะห่างราวหนึ่งร้อยกิโลเมตรทางตะวันตกของอเล็กซานเดรีย ในฤดูร้อน 1942 รอมเมลพยายามล้ำเส้นของฝ่ายสัมพันธมิตรอีกสองครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ นายพลเบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี (Bernard Montgomery) ของอังกฤษ นำทัพเข้าสู่ยุทธการเพื่อแย่งชิงฐานยุทธศาสตร์คลองสุเอซ และสามารถพลิกเกมของกองทัพนาซีได้โดยใช้กลยุทธ์ลวงทัพแอฟริกาคอร์ปของรอมเมลว่ามีกองกำลังอยู่ทางใต้จากอัล-อะละมัยน์ จนรอมเมลต้องติดกับ และนายพลมอนต์โกเมอรีก็บุกเข้าโจมตีอีกครั้งในตอนกลางคืนของวันที่ 2 พฤศจิกายน 1942 จนแอฟริกาคอร์ปแตกพ่าย ต้องถอยทัพกลับไปที่ลิเบีย และไปสิ้นสุดที่ตูนิเซีย นอกจากทัพจะแตกพ่ายแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างรอมเมลกับฮิตเลอร์ก็แตกหักในคราวนั้นเช่นกัน

ครั้งนั้นรอมเมลรู้ตัวว่ากองรบของตนด้อยกว่าเพราะมีรถถังพร้อมปฏิบัติการอยู่เพียง 35 คัน เขาจึงมีแผนคิดจะถอนกำลัง แต่ฮิตเลอร์กลับสั่งการให้ตรึงกำลัง “หน่วยรบของคุณจะต้องไม่ปฏิบัติการอย่างอื่น นอกจากรบจนชนะหรือตาย” รอมเมลรับปฏิบัติตามคำสั่ง ทว่าในวันถัดมาฮิตเลอร์มีคำสั่งให้ถอนกำลังเสียเอง รอมเมลไม่เข้าใจที่ว่าฮิตเลอร์มองแอฟริกาเหนือเป็นเพียงสงครามรองบ่อน แต่กลับไปทุ่มเทความสำคัญให้กับสงครามฟากตะวันออกของเยอรมนี หลังความปราชัยในครั้งนั้น ทำให้ฮิตเลอร์เรียกตัวแอร์วิน รอมเมล กลับเข้าประจำการในสำนักไรช์ ที่กรุงเบอร์ลินในเดือนมีนาคม 1943

ต่อมากลางเดือนพฤษภาคมแอฟริกาคอร์ปที่เหลือก็เผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ รอมเมลเริ่มกลายเป็นคนป่วยซึมเศร้า ปลายปี 1943 รอมเมลถูกย้ายไปประจำการในฝรั่งเศส แต่แล้วต้นเดือนมิถุนายน 1944 อเมริกาและอังกฤษเริ่มแผนปฏิบัติการ ‘Overlord’ โดยส่งพลร่มลงพื้นที่นอร์มังดีอย่างที่คาดการณ์ไว้ ในระหว่างที่รอมเมลร่วมฉลองวันเกิดของภรรยาอยู่ที่บ้าน ห้าวันหลังจากดี-เดย์ ฝ่ายสัมพันธมิตรค่อย ๆ รุกคืบยึดคืนพื้นที่ ในตอนนั้นรอมเมลเชื่อว่าเยอรมนีถึงคราวพ่ายแพ้แน่แล้ว และน่าจะมีทางออกเพียงทางเดียว คือการเจรจาสันติภาพกับอเมริกาและอังกฤษเพื่อไม่ต้องทำสงครามกับรัสเซียต่อไป

16 มิถุนายน 1944 สิบวันหลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบก ฮิตเลอร์เดินทางถึงฝรั่งเศสเพื่อให้ แกร์ด ฟอน รุนด์ชเด็ดต์ (Gerd von Rundstedt) รายงานสถานการณ์ ลงท้ายด้วยเสียงคำราม“จะไม่มีการถอย ไม่มีการหลบเลี่ยง พวกคุณจะต้องยืนหยัด สู้ หรือไม่ก็ตาย” เขายังปฏิเสธการเจรจาสันติภาพ ทั้งยังสั่งการให้ “รบต้านอย่างดุดัน” ก่อนผู้นำจะจากลา รอมเมลเอ่ยถาม“ท่านผู้นำท่านคิดว่าสงครามนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร” ฮิตเลอร์ได้ฟังแล้วหงุดหงิด “นั่นไม่ใช่คำถามที่ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างคุณต้องมาถาม ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผม” ในตอนนั้นรอมเมลคาดหวังในใจว่าฮิตเลอร์จะลาออก ส่วนความคิดที่จะลอบสังหารนั้นเขาไม่สามารถทำได้ เพราะด้วยบุญคุณค้ำอยู่ กระทั่งมีปฏิบัติการ ‘แผนลับ 20 กรกฎาคม 1944’ขึ้น เป็นความพยายามลอบสังหารฮิตเลอร์ภายในกองบัญชาการสนาม ‘รังหมาป่า’ ของนายทหารระดับสูงฝ่ายที่เห็นค้านฮิตเลอร์ ต้องการช่วงชิงอำนาจการปกครองเยอรมนีให้พ้นจากพรรคนาซี เพื่อนำมาซึ่งสันติภาพกับฝ่ายสัมพันธมิตร แต่การปฏิบัติการล้มเหลว ทำให้ผู้คบคิดและผู้ปฏิบัติการถูกจับกุมและถูกประหารชีวิต แอร์วิน รอมเมล ติดอยู่ในรายชื่อผู้ต้องสงสัยในแผนปฏิบัติการครั้งนั้นด้วย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการบางคน ความปรานีที่ฮิตเลอร์หยิบยื่นให้คือ การส่งลูกน้องมาเจรจาให้ทางเลือกว่าจะเข้าสู่การพิจารณาคดีต่อหน้าศาลประชาชนหรือจะฆ่าตัวตาย และให้ถือเป็นการตายในฐานะผู้บาดเจ็บเสียชีวิต “ผมเคยรักท่านผู้นำ และยังรักอยู่” รอมเมลบอกกับภรรยา ก่อนเดินไปเปิดประตูรถยนต์ ก้าวขึ้นนั่ง และกัดแคปซูลไซยาไนด์

ทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนเรื่องการรื้อถอนอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่ารูปปั้นนักค้าทาสอย่างเอ็ดเวิร์ด โคลสตัน ในบริสตอล รูปปั้นคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสในริชมอนด์ (รัฐเวอร์จิเนีย) และเซนต์ปอล (รัฐมินเนโซตา) ฯลฯ ที่เมืองไฮเดนไฮม์ รัฐบาเดน-เวืร์ตเทมแบร์กของเยอรมนีก็เช่นกัน ผู้คนกำลังเคลือบแคลงเกี่ยวกับแผ่นหินขนาดใหญ่บนเนินเขาซังเงอร์ที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงจอมพลแอร์วิน รอมเมล มาตั้งแต่ปี 1961 และเชิดชูวีรกรรมของเขาในฐานะ ‘สุนัขจิ้งจอกทะเลทราย’ นายพลแอฟริกาคอร์ปของเยอรมนีระหว่างประจำการในแอฟริกาเหนือ (กุมภาพันธ์ 1941-มีนาคม 1943) ซึ่งเคยวางกับระเบิดเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ในลิเบียและตูนีเซีย

นับแต่ทศวรรษ 1980s เป็นต้นมา นักสถิติสรุปยอดผู้เสียชีวิตจากกับระเบิดนั้นไม่ต่ำกว่า3,300 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกราว 7,500 คน แต่ที่ไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัย นั่นคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1944 ที่ฮิตเลอร์ บังคับให้รอมเมลต้องทำอัตวินิบาตกรรม เขาเป็นบุคคลสำคัญในโฆษณาชวนเชื่อของกองทัพนาซีเยอรมัน และถือเป็นบุคคลตัวอย่างของ ‘นายทหารที่มือสะอาด’ เป็นที่เคารพแม้กระทั่งของฝ่ายอังกฤษซึ่งเป็นศัตรูในขณะนั้น อีกทั้งมีหนังสือภาษาอังกฤษหลายเล่มที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขา รวมถึงนำเรื่องราวของเขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์

 

อ้างอิง:

https://www.grin.com/document/204752

https://www.landeskunde-baden-wuerttemberg.de/rommel-erwin-mythos

https://www.welt.de/geschichte/zweiter-weltkrieg/article212092805/Denkmal-fuer-Erwin-Rommel-Der-Wuestenfuchs-und-seine-Minenfelder.html

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...