โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เผยวิสัยทัศน์จากแบรนด์ Xiaomi เติบโตอย่างไรภายในระยะเวลา 10 ปี

BT Beartai

อัพเดต 04 มี.ค. 2564 เวลา 03.18 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 11.49 น.
เผยวิสัยทัศน์จากแบรนด์ Xiaomi เติบโตอย่างไรภายในระยะเวลา 10 ปี

เจาะลึกวิสัยทัศน์และพันธกิจของแบรนด์เสียวหมี่ จาก มร.เค เอ็ม เหลียง ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสียวหมี่ อินเทอร์เนชันนัล เจาะลึกวิสัยทัศน์และพันธกิจของแบรนด์เสียวหมี่ มร.เค เอ็ม ได้กล่าวเปิดถึงความเป็นมาของเสียวหมี่ว่าเสียวหมี่นั้นมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามีจุดเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เสียวหมี่เริ่มต้นจากการพัฒนาระบบ MIUI โดยมีกลุ่มคนช่วยทดลองระบบ หรือเรียกว่า Mi Fans 100 คนแรก ที่ช่วยให้ปรับปรุงและพัฒนาจนในที่สุดก็กลายมาเป็นซอฟต์แวร์ที่ทุกคนรู้จักจนทุกวันนี้ “เสียวหมี่ให้ความสำคัญกับ Mi fans มาก ถือเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่มีบทบาทอย่างมากในการวางกลยุทธ์และกำหนดทิศทางของบริษัท ปัจจุบันในประเทศไทยเรามี Mi fans มากกว่าหนึ่งล้านคน และมากกว่าห้าสิบล้านคนทั่วโลก”

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วเสียวหมี่ถือเป็นเจ้าแรกที่ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 800 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตที่ทรงพลังที่สุดในเวลานั้นเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่สุดอย่างแท้จริง หากย้อนกลับไปขณะนั้นมือถือมีราคาค่อนข้างสูงจึงไม่เข้าถึงทุกคน แต่ที่เสียวหมี่ต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสกับเทคโนโลยีในราคาที่ถูกลงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของได้ ดังนั้นจึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในราคาที่เป็นจริง และภายในระยะเวลา 3 ปี เสียวหมี่ได้กลายเป็นสมาร์ตโฟนอันดับ 1 ในประเทศจีน ไม่นานหลังจากนั้นเสียวหมี่ได้เริ่มก่อตั้งทีมต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย สเปน และสิงคโปร์

ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของเสียวหมี่วางจำหน่ายอยู่ในตลาดมากกว่า 90 แห่งทั่วโลก และจากข้อมูลการจัดอันดับจาก Canalys มีการจัดส่งสมาร์ตโฟนติดอันดับหนึ่งในห้าอันดับแรกใน 54 ตลาดทั่วโลกในไตรมาสที่ 3 ปี 2020 และเป็นอันดับ 1 ใน 10 ตลาด ปัจจุบันเสียวหมี่เป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกและได้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม AIoT (AI + IoT) ชั้นนำของโลกโดยมีอุปกรณ์อัจฉริยะกว่า 289.5 ล้านเครื่องที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม โดยไม่รวมสมาร์ตโฟนและแล็ปท็อป

นอกจากนี้เสียวหมี่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาและวิจัยเป็นอย่างมาก เพราะว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญของธุรกิจ ปัจจุบันมีศูนย์วิจัยและพัฒนา 11 แห่งทั่วโลกซึ่งตั้งอยู่ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนั้นเสียวหมี่ได้จัดสรรเงินกว่า 10,000 ล้านหยวนนสำหรับ R&D ในปี 2020 เพื่อการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากการพัฒนาและวิจัยแล้ว เทคโนโลยี 5G ก็เป็นสิ่งที่เสียวหมี่ให้ความสำคัญมาก โดยมองว่า 5G นั้นไม่ได้หมายถึงเครือข่ายสมาร์ตโฟนที่เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ได้ตีความมันออกเป็น “ 5G + AI + IoT” (5G + AIoT) ให้เป็นซูเปอร์อินเทอร์เน็ตยุคใหม่ ซึ่งจะตรงกับ DNA อินเทอร์เน็ตของเสียวหมี่เป็นที่สุด เพราะต้องการนำเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดและล้ำสมัยมาใช้และช่วยให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นผ่านเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ตอนนี้เชื่อว่าจะลงทุนอย่างน้อย 5 หมื่นล้านหยวน ( ประมาณ 7.18 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ในช่วงอีกห้าปีข้างหน้าใน “5G + AIoT” เพื่อความเป็นผู้นำของเราในสาขานี้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับทุกคน

สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นนับเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเสียวหมี่รองจากยุโรปและละตินอเมริกาตามลำดับ ปีที่แล้วเสียวหมี่มีรายรับจากสมาร์ตโฟนอยู่ที่ 47 ล้านหยวน ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น 47.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในไตรมาสที่ 3 ปี 2020 ส่วนแบ่งการตลาดของเสียวหมี่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 4 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2020 โดยเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบปีต่อปี เสียวหมี่ประเทศไทยมีการเติบโตกว่า 234% เมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาสที่ 3 เราขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 ในแบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่รวดเร็วและมั่นคง

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของเสียวหมี่ ดังนั้นเราจึงจะเดินหน้าลงทุนในเรื่องที่สำคัญในปี 2021 ดังนี้ การขยายตัวของร้านค้าปลีก ปัจจุบันเสียวหมี่มีร้านค้าที่ได้รับการรับรองจากเสียวหมี่ 36 แห่ง เราจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง นอกจากนี้เรายังมีจุดวางจำหน่ายสินค้าทั้งหมดของเสียวหมี่อยู่ที่ประมาณ 4,000 ร้านค้า จะเพิ่มเป็น 8,000 ร้าน ด้านการลงทุนด้านการตลาดเพื่อการรับรู้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของประเทศไทยจะลงทุนเพิ่มอีก 1 เท่า

โดยด้านบริการหลังการขาย เสียวหมี่จะเพิ่มศูนย์บริการจาก 12 แห่ง เป็น 25 แห่ง รวมไปถึงศูนย์บริการและร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดจะเปิดให้บริการที่เซ็นทรัลบางนาในเดือนนี้ ในปีนี้ก็จะมีบริการหลังการขายหลายอย่างที่จะเพิ่มขึ้นมาเช่น จะเปิดให้บริการคอลล์เซ็นเตอร์ มีจุดรับสินค้า และบริการแบบ Door to Door หรือบริการถึงหน้าบ้าน

ยิ่งไปกว่านั้นเสียวหมี่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์อีโคซิสเต็มอย่างต่อเนื่องในปีนี้ และกำลังจะเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ของเรา Mi 11 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมายพร้อมคุณสมบัติกล้องที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น พร้อมแล้วที่จะส่งความสนุกครั้งใหม่ให้กับผู้ใช้ชาวไทยในราคาที่เป็นจริงในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...