12 เหตุการณ์จริงสุดพิศวง ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์สุดโหด มันส์ หลอน!
หากคุณลองมองโลกใบนี้อย่างตั้งใจ คุณจะพบว่ามันเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าพิศวงมากมาย ที่รอการค้นพบอยู่ตลอดเวลา พวกเราเอาแต่ออกไปสำรวจอวกาศกัน ทั้งๆที่บนโลกยังสำรวจไปได้ไม่ถึงครึ่ง
และตลอดเวลาที่ผ่านมา ในหน้าประวัติศาสตร์มันจะมีเรื่องราวน่าพิศวงที่เกิดขึ้นบนโลกเราอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชั่วชีวิต อาจเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลกเลยก็มี ครั้งนี้ทางเว็บไซต์ Bright Side ได้รวบรวมเรื่องราวอันน่าทึ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์มาให้ทุกคนชมกัน หลายอย่างเป็นเรื่องราวที่ใกล้ตัวคุณ จนคุณอาจนึกไม่ถึงเลยว่า มันเคยเกิดขึ้นจริงเหรอ? พร้อมแล้วเลื่อนลงไปชมเลย…
1. ทิโมธี บราวน์: บุคคลผู้หายจากโรคเอดส์และเอชไอวี
เราเคยได้ยินกันมาว่า เอดส์เป็นแล้วตาย ไม่มีทางรักษาหายแน่นอนกันมาใช่ไหมครับ? แต่คำพูดเหล่านี้มันใช้กับเขาไม่ได้นะ!! ทิโมธี เรย์ บราวน์ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ "คนไข้แห่งเบอร์ลิน" ถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ว่า เป็นผู้หายขาดจากโรคเอดส์คนแรกของโลก ย้อนไปเมื่อปี 2007 บราวน์ได้รับการถ่ายโอนเซลล์เม็ดเลือดต้นแบบ ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดของผู้บริจาคมาให้เขา มีการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่หาได้ยากมาก ทำให้เขามีความต้านทานต่อไวรัสเอดส์ จนสามปีต่อมา หมอถึงกับต้องตะลึง เมื่อตรวจเขาตรวจไม่พบเชื้อเอดส์ในตัวบราวน์เลย เขาจึงเลิกรับการบำบัดเอดส์นับแต่นั้น
(Photo credit: Bloomberg/youtube)
2. น้ำตกไนแองการ่าเคยเหือดแห้งไม่เหลือน้ำสักหยดเมื่อปี 1969
ในปี 1969 รัฐบาลสหรัฐฯและแคนาดาเข้ามาร่วมมือกันหาทางหยุดการกัดกร่อนของชั้นหินให้กับน้ำตกไนแองการ่า จนเดือนมิถุนายนปีเดียวกันนั้น ทั้งสองฝ่ายได้คิดค้นวิธีการควบคุมการไหลของน้ำตกให้ไปทางเดินน้ำเทียมที่สร้างขึ้นมา เพื่อสร้างทางยกระดับ และเพิ่มความลาดชันของผาน้ำตกที่ด้านบนสุดของมัน ผลลัพธ์ก็คือ ในช่วงนั้นน้ำตกไนแองการ่าให้เหือดแห้งหายไปจนหมด กลายเป็นจุดสนใจไปทั่วโลกจนมีนักท่องเที่ยวแห่กันเข้ามาเป็นอย่างมาก เพื่อมาดูหน้าตาของน้ำตกไนแองการ่าในวันที่ไร้น้ำแม้แต่หยดเดียว…
(Photo credit: wikimedia.org)
3. โรคประหลาด หัวเราะบ้าคลั่ง ณ แทนแกนยิกา (ปัจจุบันเป็นแทนซาเนีย)
จะเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ โรคระบาด หรืออุปทานหมู่ก็ตามใจท่าน แต่ที่แทนแกนยิกาเคยเกิดเหตุการณ์ผู้คนพากันหัวเราะอย่างบ้าคลั่งกันทั้งประเทศมาแล้วในอดีต เรื่องราวมันเริ่มต้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม ปี 1962 จู่ๆ เด็กนักเรียนหญิงสามคนเกิดหัวเราะออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แถมยังหยุดหัวเราะไม่ได้อีกด้วย เมื่อคนเห็นพวกเธอหัวเราะ ก็เลยหัวเราะตาม ลามกันติดๆ ต่อไปเรื่อยๆ จนทางโรงเรียนต้องสั่งปิดอย่างไม่มีกำหนด แต่ก็ไม่ช่วยอะไร เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวมันเล็ดรอดออกมาจากรั้วโรงเรียน แล้วแพร่กระจายไปยังที่อื่นอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นติดต่อกันนาน 18 เดือน โรงเรียนกว่า 14 แห่งต้องสั่งปิด มีผู้ติดเชื้อหัวเราะนี้ไปแล้วกว่าพันคน แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อกันว่า สาเหตุของปรากฏการณ์ประหลาดนี้ น่าจะมาจากกฎระเบียบที่เคร่งครัดของครูและโรงเรียนที่มากเกินไป ดังนั้นการระเบิดเสียงหัวเราะของเด็กนักเรียนจึงดูเหมือนเป็นการประท้วงกลายๆ เสียมากกว่า
(Photo credit: banyon/youtube)
4. หายนะ ณ ทะเลสาบไนโอส
ทะเลสาบแห่งนี้ต้องกลายเป็นฆาตกรรมสังหารหมู่ไปโดยปริยาย โดยเหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ปี 1968 เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลลอยขึ้นมาจากทะเลสาบ ปะปนเข้ากับอากาศภายนอก ทำให้กลายเป็นหมอกพิษแผ่ปกคลุมไปทั่วหุบเขา จากเหตุการณ์นี้ ประชาขนกว่า 1,700 คนเสียชีวิตเนื่องจากสูดดมหมอกพิษเข้าไป เช่นเดียวกับสัตว์ป่าจำนวนมากที่เสียชีวิตจากเหตุเดียวกันนี้ อีกทั้งหมอกพิษยังเดินทางไปไกลเป็นระยะทางถึงเกือบ 30 กิโลเมตร ตลอดทางที่ลอยไป หมอกได้กลืนกินทุกชีวิตที่มันผ่าน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าที่มันเกิดเหตุแบบนี้ เป็นเพราะแก๊สจากใต้ทะเลสาบที่มีจำนวนมหาศาลมันลอยปะทุออกมา เนื่องจากอยู่ใกล้กับบริเวณภูเขาไฟ ปัจจุบันแก๊สดังกล่าวหายไปหมดแล้ว สบายใจได้ครับ
(Photo credit: wikimedia.org)
5. การหายสาบสูญของกองทหารราบอังกฤษทั้งกองทัพ
เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1915 กองทหารราบอังกฤษ นอร์โฟล์ค บุกเข้าโจมตีหมู่บ้านอนาฟาธา ในระหว่างทางกองทหารได้เดินเข้าไปในกลุ่มหมอกประหลาดอันหนาทึบ และเมื่อพวกเขาผ่านมันมาได้ ปรากฏว่า ทหาราบ 267 นายหายสาบสูญไปทั้งหมด จนสามปีต่อมา อังกฤษก็เอาชนะตุรกีในสงครามได้สำเร็จ พร้อมยื่นคำร้องกับตุรกีให้ปล่อยตัวกองทหารราบที่หายสาบสูญไปในวันนั้นมาทั้งหมด ทีแรกกองทัพอังกฤษเชื่อว่ากองทหารราบที่หายไปของตน ถูกทางตุรกีจับไว้เป็นเชลย ทางตุรกีก็ตอบกลับมาว่าไม่ได้จับกุมกองทหารราบที่ว่ามานั่น พร้อมสวนมาอีกว่า อย่าว่าแต่จับเลย กองทหารที่มาสู้กันในสนามรบก็หายไปด้วย พยานที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นเล่าว่า เขาเห็นกลุ่มเมฆหมอกประหลาดค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าปิดทับกองทหารนอร์โฟล์ค แล้วหลังจากที่มันจางลง เขาก็ไม่เห็นกองทหารราบเลยสักคน จากวันนั้นจนร้อยกว่าปีต่อมา อังกฤษก็ยังไม่ได้คำตอบเลยว่า กองทหารราบ นอร์โฟล์คทั้งกองทัพ หายไปได้อย่างไร?
(Photo credit: wikipedia.org)
6. รอยเท้าปิศาจแห่งเเดวอน
อันนี้อาจจะต้องย้อนไปไกลหน่อย โดยไปถึงช่วงปี 1855 ในเมืองเดวอน ประเทศอังกฤษ ประชาชนหลายคนต่างพากันประหลาดใจ เมื่อเห็นรอยเท้าเป็นกีบประหลาดปรากฏบนหิมะขาวโพลน หลายคนคิดว่าอาจเป็นแพะหรืออะไรก็ได้ แต่จุดที่พบรอยเท้ากลับเป็นตามหลังคาบ้าน ปล่องไฟสูงแทน ไม่มีแพะตัวไหนปีนขึ้นไปเดินเล่นได้แน่นอน เมื่อสอบถามผู้อาศัยใกล้เคียงว่าเห็นหรือได้ยินเสียงอะไรมั้ย พวกเขาตอบมาว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แล้วรอยเท้ามันไปอยู่บนหลังคาได้ยังไง? อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัด มาอธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ เนื่องจากหิมะเริ่มละลายทำให้รอยเท้าหายไป มีคนเชื่อกันว่าอาจเป็นรอยเท้าของสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีความสามารถกระโดดสูง ส่วนที่เหลือเป็นความเชื่อกันว่า นี่เป็นรอยเท้าของปิศาจยามค่ำคืนที่หมายจะเอาชีวิตบ้านที่มันเคยเหยียบย่ำเอาไว้
(Photo credit: wikimedia.org)
7. สาวน้อยผู้เปลี่ยนกรุ๊ปเลือดได้
เดมี-ลี เบรนแนน สาวน้อยวัย 9 ขวบชาวออสเตรเลีย ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนกรุ๊ปเลือดของตัวเองได้ มันเกิดขึ้นหลังจากเธอเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายตับจากผู้ใจบุญคนหนึ่ง จนหลายเดือนต่อมาเมื่อไปพบหมอ เธอก็ได้ทราบว่า กรุ๊ปเลือดของเธอเปลี่ยนไป จากรุ๊ป Rh ลบ กลายเป็น Rh บวกแทน!!
(Photo credit: mauricioph/youtube)
8. ปริศนาคดีหน้ากากตะกั่ว
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ปี 1966 มานูเอล เปอเรร่า เดอ ครูซ วัย 32 ปี และมิเกล โฮเซ่ วิอาน่า วัย 34 ปี สองวิศกรชาวบราซิลถูกพบเป็นศพปริศนาใกล้กับหุบเขาวินเทม ศพทั้งสองอยู่ในสภาพปกติเหมือนก่อนตาย สวมเสื้อปกติทุกอย่าง เว้นแต่ว่าใบหน้าของเขาทั้งสองห่อหุ้มไปด้วยหน้ากากตะกั่วที่กันรังสี ไม่มีร่องรอยการต่อสู้อะไรใดๆเลย อีกทั้งหลายๆอย่างมันน่าสงสัยมาก บริเวณที่เกิดเหตุ เจ้นหน้าที่พบขวดน้ำ ผ้าเช็ดหน้า และเศษกระดาษเล็กๆ ที่เขียนข้อความสั้นๆชวนขนลุกไว้ว่า "16:30 - มาตามสถานที่นัดพบแล้ว, 18:30 - กลืนแคปซูลเรียบร้อย และหลังจากนั้น…" หลังจากนั้นก็ไม่สามารถอ่านได้แล้ว ยกเว้นคำสองคำที่ยังพออ่านออกคือคำว่า "ปกป้อง…กากตะกั่วกันรังสีแล้ว… รอให้สัญญาณ" ซึ่งหลายคนได้ช่วยกันถอดประโยคนี้จนออกมาน่าจะได้ใจความว่า "สวมใส่หน้ากากตะกั่วกันรังสี ปกป้องใบหน้าไว้แล้ว รอสัญญาณจากผมนะ" จนปัจจุบัน คดีนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่???
(Photo credit: wikimedia.org)
9. กระดาษโน้ตของริกกี้ แม็คคอร์มิค
ริกกี้ แม็คคอร์มิค เป็นชายชาวอเมริกาวัย 41 ปีที่ถูกพบเป็นศพเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ปี 1999 ในไร่ข้าวโพด ห่างจากบ้านเขาไปประมาณ 23 เมตร ที่แปลกก็คือเขาไม่มีรถ ไม่มีธุระอะไรที่ต้องไปทำในไร่ข้าวโพด แม้การตายของเขาจะยังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัด แต่ตำรวจก็พบกระดาษโน้ตชิ้นเล็กในกระเป๋าเสื้อของเขา ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะข้อความข้างใน เป็นเหมือนตัวอักษรภาษาอังกฤษ นำมาเรียงต่อกัน มีทั้งผสมกันและสลับกันบ้าง เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามันอาจเป็นรหัสลับอะไรบางอย่าง จึงส่งให้ทาง FBI ช่วยจัดการต่อ ซึ่งทาง FBI ก็จนปัญญาเช่นกัน เลยเชื้อเชิญผู้สนใจ เข้ามาร่วมถอดรหัสกันได้ มีข้อแม้คือต้องรู้ภาษาอังกฤษในระดับดีมาก จนถึงปัจจุบัน การตายของเขาก็ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดเหมือนเดิม
(Photo credit: wikimedia.org)
10. ดีบี. คูเปอร์
ดีบี คูเปอร์ เป็นหนึ่งในอาชญากรที่โด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในปี 1971 เขาได้ก่อเหตุปล้นเครื่องบินโบอิ้ง 727 เรียกค่าไถ่ให้จ่ายเงิน 200,000 เหรียญมา (ราว 6 ล้านบาท) เขายื่นคำขอไปยัง FBI ว่าต้องการเงินจำนวนนี้ และร่มชูชีพ ก่อนที่เขาจะกระโดดลงจากเครื่องบินไป และก็ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย
(Photo credit: wikimedia.org)
11. "ผู้ดื่มคารวะแด่โป"
หลังจากนักวรรณกรรมชื่อดัง เอ็ดการ์ อัลลัน โป เสียชีวิต มีหลายคนพบเห็นชายปริศนา สวมโค้ทสีดำ สวมหมวกสักหลาดปิดปากปิดจมูก มารินเหล้าดื่มคารวะที่หลุมศพของเขาทุกๆ วันครบรอบคล้ายวันเกิดของเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน นับแต่ปี 1849 ที่เขาเสียชีวิต บุคคลปริศนานี้ก็มาตามนัดอย่างนี้ทุกครั้ง เรื่อยมาจนถึงปี 2010 เขาผู้นั้นก็หยุดมาเยี่ยมหลุมศพของโป แล้วหายไป 8 ปีแล้ว
(Photo credit: wikimedia.org)
12. บุรุษหน้ากากเหล็ก
เรื่องนี้น่าจะรู้จักกันเพราะเคยทำเป็นหนังมาแล้ว กับเรื่องราวของนักโทษลึกลับคนหนึ่ง ที่สวมหน้ากากเหล็เอาไว้ ถูกทางการสั่งย้ายคุกไปมาหลายต่อหลายครั้งในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่เรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจก็เพราะว่า มีนักเขียนคนหนึ่งได้นำเรื่องนี้มาเขียนเป็นนิยายชื่อ “The Age of Louis XIV” อีกทั้งยังมีทฤษฎีหนึ่ง ที่เชื่อว่าบุรุษผู้นี้ อาจเป็นน้องชายฝาแฝดของกษัตริย์ แม้จะมีหลากหลายทฤษฎีผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แต่ก็ยังไม่มีใครทราบอย่างแท้จริงเสียทีว่า ใครคือผู้ที่อยู่ภายใต้หน้ากากเหล็ก?
(Photo credit: wikimedia.org)
ขอบคุณข้อมูลจาก: brightside