โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ไทยเนื้อหอม ยอดลงทุนพุ่ง BOI ผลักดัน 5 อุต Game Changer ประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.พ. 2566 เวลา 10.24 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2566 เวลา 09.18 น.

ไทยเนื้อหอม ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนพุ่ง บีโอไอลุยผลักดัน 5 อุตสาหกรรม Game Changer ประเทศ

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวในงานโครงการตลาดทุนพบภาครัฐ ครั้งที่ 1/2566 BOI พบนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน โดยเสวนาเรื่อง “ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน พลิกโฉมประเทศไทยสู่เศรษฐกิจใหม่” ว่า

ภาคลงทุน ความหวังที่สองของไทย

ภาพเศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญคือ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการลงทุน และภาคการส่งออก โดยในส่วนภาคการลงทุนถือเป็นความหวังที่สองต่อจากภาคท่องเที่ยวในปี 2566 นี้ โดยพบว่าในปี 2565 ที่ผ่านมา ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน เพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนทั้งการขอรับการส่งเสริม การขออนุมัติ และการออกบัตรส่งเสริม

โดยการขอรับการส่งเสริมการลงทุน มีจำนวน 2,119 โครงการ เพิ่มขึ้น 41% เม็ดเงินลงทุนสูงถึง 664,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีการขอรับการส่งเสริม 1,499 โครงการ เม็ดเงินลงทุน 478,952 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา และกลับไปสูงกว่าในช่วงก่อนการระบาดโควิด สะท้อนถึงความสนใจของนักลงทุนที่จะเข้ามาตั้งฐานธุรกิจในไทยยังมีมากขึ้น

FDI จีนเบอร์ 1

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) มีมูลค่ารวม 433,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เทียบกับปี 2564 โดยจีนเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 18% ของมูลค่า FDI ทั้งหมด รองลงมาคือญี่ปุ่น, สหรัฐ, ไต้หวัน และสิงคโปร์

อีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญคือการออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด เพราะมีความพร้อมที่จะลงทุนจริงแล้ว โดยเฉลี่ยจะมีการลงทุนเกิดขึ้นในช่วงเวลา 1-3 ปี แต่ระยะหลังโครงการต่าง ๆ ลงทุนจริงเร็วขึ้นภายใน 1 ปี โดยพบว่าในปี 2565 การออกบัตรส่งเสริมมีจำนวน 1,490 โครงการ เพิ่มขึ้น 9% เม็ดเงินลงทุน 489,088 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีการขอออกบัตรส่งเสริม 1,366 โครงการ เม็ดเงินลงทุน 403,231 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าจากนี้ไปในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนจริงเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ แนวโน้มการลงทุนในปีนี้ แม้อยู่ภายใต้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว มีคู่แข่งที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ด้วยจุดแข็งเดิมและจุดแข็งใหม่ของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุน เชื่อว่าในสายตาของนักลงทุนยังมองประเทศไทยเป็นแหล่งลงทุนที่มีความโดดเด่นในภูมิภาค บวกกับมาตรการส่งเสริมของภาครัฐที่มุ่งเป้าไปสู่การสร้างฐาน 5 อุตสาหกรรมหลัก จึงค่อนข้างมั่นใจว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเป็นหัวจักรหรือตัวขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้การลงทุนในภาพรวมของประเทศไทยยังคงรักษาระดับไม่ต่ำกว่าปี 2565 ได้

นายนฤตม์กล่าวต่อว่า โดยสำหรับ 5 อุตสาหกรรมมุ่งเป้า ประกอบด้วย 1.BCG ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูงอยู่แล้ว เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) มีอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเป็นพื้นฐาน สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้ 2.EV เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์มาอย่างยาวนาน โดยเป็นเบอร์ 1 ในอาเซียนและเบอร์ 10 ของโลก จึงต้องพยายามรักษาแชมป์เอาไว้ ซึ่งมีความจำเป็นต้องสร้าง EV เกิดขึ้นให้ได้

3.Smart Electronics โดยอยากจะเพิ่มมูลค่าตรงนี้ให้มากขึ้น 4.Digital อยากให้ประเทศไทยเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาค และ 5.Creative เป็นอุตสาหกรรมที่มีแวลูเชนมาก และจะมีผู้ได้รับประโยชน์อย่างมาก เพราะเรามีศักยภาพเรื่อง Soft Power ค่อนข้างสูง

“เราเชื่อว่าทั้ง 5 อุตสาหกรรมนี้จะเป็น Game Changer ของประเทศไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้า” เลขาธิการบีโอไอกล่าว

ปั้นไทยฮับ Headquarter

นอกจากนี้จุดเน้นในระยะ 1 ปีข้างหน้านี้ เราจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง “สำนักงานภูมิภาค (Headquarter)” และเป็นแหล่งดึงดูด Talent ของภูมิภาค โดยปัจจุบันได้ออกแพ็กเกจใหม่คือมาตรการส่งเสริมการย้ายฐานธุรกิจแบบครบวงจร (Relocation Program)

ทั้งโรงงานผลิต สำนักงานภูมิภาค และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) มาตั้งในเมืองไทย บีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์ On-Top กับในส่วนการผลิตด้วย เพื่อเป็นการจูงใจมากขึ้น

ถัดมาคือการสร้างความพร้อมของอีโคซิสเต็ม โดยเฉพาะเรื่องคนและ Ease of Investment ที่ต้องทำให้การลงทุนมีความสะดวกมากที่สุด และถัดมาคือการยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปสู่ Smart & Sustainable Industry รวมไปถึงการสร้างความเข้มแข็งและสร้างโอกาสเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพไทยไปเชื่อมต่อกับโลกได้

และสุดท้ายส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทย มีบทบาทมากขึ้นใน 3 ด้านคือ พัฒนาคน พัฒนาเอสเอ็มอี และพัฒนาชุมชน ไม่ว่าจะไปจับมือกับสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งเรื่องการเกษตรและระบบน้ำ เรื่องพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน/OTOP ท่องเที่ยวชุมชน ช่วยโรงเรียน โรงพยาบาล หรือด้านสิ่งแวดล้อม

สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นขอรับสิทธิจากบีโอไอได้ จะยกเว้นภาษีให้ 3 ปี ในวงเงิน 200% ของเงินสนับสนุน แต่มีเงื่อนไขเงินลงทุนทั้งโครงการไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท และไม่น้อยกว่า 5 แสนบาทต่อราย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...