โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ทำความรู้จัก ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ พร้อมส่องสถานการณ์พลังงานไฟฟ้า ผ่านมุมมอง ‘วัฒนพงษ์ คุโรวาท’ บิ๊กสนพ.

The Bangkok Insight

อัพเดต 03 เม.ย. 2566 เวลา 16.26 น. • เผยแพร่ 04 เม.ย. 2566 เวลา 02.00 น. • The Bangkok Insight

"วัฒนพงษ์ คุโรวาท" ผู้อำนวยการ สนพ. ชี้ภาพรวมการใช้พลังงานไฟฟ้าเติบโต สะท้อนเศรษฐกิจฟื้นตัว พร้อมปรับใช้เกณฑ์ ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ แทนวัดจากกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง สร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

ส่องสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของไทย ในภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว โดยสะท้อนได้จากแนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการนำพลังงานสะอาดเข้ามาใช้ทดแทนพลังงานไฟฟ้าจากฟอสซิลที่เริ่มมากขึ้น ทำให้แผนการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของไทยในปี 2566-2580 จะมีการนำดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ หรือ LOLE เข้ามาใช้แทนเกณฑ์การวัด กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง หรือ Reserve Margin

พลังงานไฟฟ้า

วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย และอธิบายถึงเกณฑ์การใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับไว้อย่างชัดเจน ผ่านบทสัมภาษณ์ ดังต่อไปนี้

ถาม: สถานการณ์การใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศ ในปี 2565 เป็นอย่างไรบ้าง

ตอบ: สถานการณ์การใช้ไฟฟ้าในปี 2565 ที่ผ่านมา พบว่าภาพรวมมีความเติบโตสูงขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับปี 2564 ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเติบโตกว่าช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง การเปิดประเทศ รับนักท่องเที่ยวที่เข้ามา ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจในประเทศไทยมีการฟื้นตัวมากขึ้น รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตเพิ่มขึ้น 2.5% ในปี 2565 ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมเหล็ก, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อุตสาหกรรมยางต่าง ๆ ที่ขยายตัวตามยอดการส่งออกที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ อีกเซ็กเตอร์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ภาคธุรกิจและบริการ ที่เติบโตสูงขึ้นถึง 11% โดยรายได้หลักมาจากภาคการบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม อพาร์ทเม้นท์ ภัตตาคาร และร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการโดยประมาณ 7 ล้านคน เติบโตสูงขึ้นจากปี 2564 ถึง 1,500 %

ทั้งหมดนี้ ส่งผลทำให้ภาคการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยในภาพรวมเติบโต สอดคล้องกับภาคตัวเลขของ
GDP (Gross Domestic Product) ที่เพิ่มมากขึ้น

ถาม: การใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนปัจจุบัน มีปริมาณเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร

ตอบ: ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เมื่อเทียบกับสัดส่วนภาพรวมของประเทศทั้งหมดอยู่ที่ 27% โดยการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนในช่วงเกิดโควิด-19 โดยเฉพาะช่วงล็อกดาวน์ พบว่ามีการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น

แต่ปี 2565 กลับพบว่ามีปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลง 1% ส่วนหนึ่งเกิดจากประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ บางส่วนเริ่มกลับมาทำงานในออฟฟิศ ทำให้การทำงานที่บ้านลดลง ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนลดลง 1%

อย่างไรก็ตามพฤติกรรม หรือ เทรนด์การทำงานก็มีการเปลี่ยนแปลงไป บางส่วนเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศ กลายมาเป็นเลือกที่จะใช้ที่พักของตัวเอง เป็นสถานที่ในการทำงานแทน

ถาม: สัดส่วนของการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนที่ลดลงแตกต่างจากเดิมเพียงเล็กน้อย มีความเสถียรการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนหรือไม่?

ตอบ: ยังมีความเสถียร

ถาม: ในอนาคตอันใกล้ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในประเทศ จะมีปริมาณการใช้งานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่

ตอบ: ปกติการใช้ไฟฟ้าจะสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจ (Gross domestic product:GDP) ซึ่งได้มีการคาดการณ์ว่า กรอบ GDP ในปี 2566 จะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 3% ขณะที่การใช้ไฟฟ้าโดยปกติจะเพิ่มมากกว่า GDP เล็กน้อย

วัฒนพงษ์ คุโรวาท

ทั้วนี้หากมองในแง่ของการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ของปี 2565 คาดว่าจะอยู่ที่ 3.3 หมื่น ขณะที่ในปี 2566 คาดการณ์ไว้ว่าการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่โดยประมาณ 3.4 หมื่น

ถาม: จากการคาดการณ์สถานการณ์การใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นในปี 2566 มีแผนการผลิตไฟฟ้าสำรองหรือนโยบายในการสำรองไฟฟ้า เพื่อให้เหมาะสมหรือเพียงพอต่อการใช้งานทั่วประเทศ อย่างไรบ้าง

ตอบ: แผนการผลิตไฟฟ้าสำรอง หรือที่เรียกว่า การจัดหาไฟฟ้า กระทรวงพลังงาน ได้มีมาตรการเตรียม แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือที่ประชาชนคุ้นเคยชื่อย่อ เรียกว่า PDP (Power Development Plan) ทำหน้าที่จัดหาโรงไฟฟ้า ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งจะมีการพยากรณ์ล่วงหน้าให้สอดคล้องกัน

นอกจากนี้ จะมีแผนสำรองในกรณีที่การพยากรณ์ไม่ถูกต้อง หรือมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากกว่าที่ได้พยากรณ์ไว้ ซึ่งเรียกว่า กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันว่า Reserve Margin ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนของ PDP

จากแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า ตัวเลขเดิมอยู่ที่ 15-25% จากการนำมาประยุกต์ใช้ตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งในขณะนั้นระบบไฟฟ้าและเศรษฐกิจในประเทศไทย ยังเติบโตไม่มากนัก หลายคนมักจะคิดว่าอยู่ที่ประมาณ 15% เพราะคิดว่ามีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง มาก จะทำให้ตันทุนไฟฟ้าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามค่าพยากรณ์ไฟฟ้า จะมีการทบทวนหากสูงขึ้นเกินความจำเป็น

ถาม: จากการที่มีการทำแผนสำรองของ PDP เพิ่มมานั้น จะส่งผลกระทบต่อการขึ้นค่าไฟหรือไม่

ตอบ: สำหรับการขึ้นค่าไฟนั้น ประชาชนบางส่วนอาจได้รับข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเพิ่มค่าไฟสูงขึ้น แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นมาจาก ต้นทุนเชื้อเพลิง ที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ในการพิจารณาขึ้นค่าไฟ

ในปี 2565 ที่ผ่านมา ราคาของก๊าซธรรมชาติ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ก๊าซในอ่าวไทยเดิมมีราคาที่ถูก ได้มีการเปลี่ยนผ่านหรือหายไป ทำให้เกิดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ทำให้ราคา LNG ที่นำเข้ามาในประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ต้นทุนไฟฟ้าในประเทศมีราคาแพงตามไปด้วย

ดังนั้น ต้นทุนหลักที่ส่งผลต่อการขึ้นค่าไฟ ได้แก่ เชื้อเพลิง ซึ่งการพิจารณาเลือกเชื้อเพลิง จะต้องดูที่สัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงอะไรบ้าง ปัจจุบันประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติ 50-60% ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อราคาผันผวน บวกกับค่าเงินบาทไทยที่อ่อนลง ส่งผลทำให้การซื้อเชื้อเพลิงมีราคาแพง

ถาม: การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน หรือ โรงงานผลิตไฟฟ้าแบบปกติ มีต้นทุนต่ำกว่าค่าเชื้อเพลิงที่นำเข้าใช่หรือไม่

ตอบ: ต่ำกว่า

ถาม: แผนปัจจุบันที่กำลังจะพัฒนาต่อไปในปี 2566-2580 เกณฑ์ที่ใช้วัดเป็นเรื่องของ LOLE โอกาสเกิดไฟฟ้าดับ ที่เดิมใช้ควบคู่กับ เกณฑ์การวัด กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง หรือ Reserve Margin ปัจจุบันจะเปลี่ยนมาใช้ LOLE อย่างเดียวหรือไม่

ตอบ: ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้เกณฑ์การวัด กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง หรือ Reserve Margin เป็นหลัก และมีการใช้เกณฑ์โอกาสเกิดไฟฟ้าดับ LOLE ควบคู่ไปด้วยกัน แต่สังคมส่วนใหญ่มีความเข้าใจเรื่องของการวัดกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง มากกว่า

สำหรับการใช้เกณฑ์การวัด กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง มีความเหมาะสมใช้เป็นเกณฑ์การวัดในอดีต ที่มีในเรื่องของประเภทโรงไฟฟ้าที่เป็นฟอสซิล จากการใช้แก๊สธรรมชาติถ่านหินที่มีเยอะในสมัยก่อน

แต่ข้อเสียของ กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง คือ สามารถวัดได้เพียงจุด ๆ เดียว ในปีหนึ่ง ทำให้เป็นตัวแทนการสำรองไฟฟ้าจุด ๆ เดียว โดยที่ผ่านมาอยู่ในช่วงหน้าร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม เมษายน และเดือนพฤษภาคม เป็นการใช้การพยากรณ์จุดเดียว เป็นตัวแทนสำรองทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันไม่สามารถใช้การวัดกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง ในจุด ๆ เดียวได้ เนื่องจากโรงไฟฟ้าในอนาคต จะมีเรื่องของพลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ซึ่งเป็นพลังงานที่อาจจะมีความไม่เสถียร ฉะนั้นเกณฑ์การสำรองไฟฟ้า จะต้องมีการเปลี่ยนมาเป็นการวัดทุกช่วงเวลาแทน

LOLE หรือที่เรียกว่า ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (Loss of Load Expectation) เป็นการพิจารณาในเชิงเทคนิคและเชิงวิชาการ ซึ่งได้รับการยอมรับจากประเทศในระดับสากล และหลาย ประเทศ เช่น สหรัฐ เกาหลี เพราะการสามารถวัดได้ทุกช่วงเวลา ทำให้เกิดความมั่นใจในเรื่องความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และจะเห็นพฤติกรรม, รูปแบบหรือโปรไฟล์การใช้ไฟฟ้าของประชาชนเที่ปลี่ยนไป

ปัจจุบัน เรามีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากสมาร์ทโฟน ไอแพด และอื่นๆ รวมไปถึงรถ EV ยานยนต์ไฟฟ้า หรือการใช้ชีวิตประจำวัน Work from anywhere ทำให้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประชาชนเปลี่ยนไป คาดเดาพฤติกรรมไม่ได้เหมือนในอดีต ทำให้พลังงานหมุนเวียนพลังงานสะอาดเข้ามาในประเทศเยอะขึ้น

ฉะนั้นเกณฑ์การวัด LOLE จึงสามารถตอบโจทย์ในเรื่องของเกณฑ์ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในปัจจุบัน เพราะ LOLE ในทางวิชาการ คือ การคำนวณความน่าจะเป็น โดยผ่าโมเดลหรือแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ว่า ในชั่วโมงทุกชั่วโมง ใน 1 ปีหรือทุกวันใน 1 ปี โอกาสที่จะเกิดไฟฟ้าดับ เทียบกับกำลังความสามารถในการผลิตไฟฟ้าของโรงงานไฟฟ้าสูงกว่าต่างกันอย่างไร

จากนั้น จะมีการวางแผนร่วมกันเพื่อรองรับตัว Performance หรือ Generator รวมไปถึงพฤติกรรมความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนที่มีการเปลี่ยนไป ทำให้เกิดเสถียรภาพ ความมั่นคงกับระบบไฟฟ้าของประเทศในปัจจุบันและในอนาคต ที่จะมีพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น

ถาม: ความแตกต่างระหว่างการใช้Reserve Margin มีกำลังไฟฟ้าสำรองอยู่ที่ประมาณ 15% หากเปลี่ยนเป็น LOLE สามารถนำค่าตัวเลขของ Reserve Margin แปรค่าเป็นอย่างไรได้บ้าง

ตอบ: เดิมเราเคยศึกษาในอดีต 15-25% ซึ่งโดยรวมแล้วไม่ควรต่ำกว่า 20% เนื่องจากสภาพในตอนนั้นมีโรงงานไฟฟ้าประเภทฟอสซิลสูง อีกทั้งยังมีพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นมา จากเป้า Carbon Neutrality ต่าง ๆ ที่กระทรวงพลังงานเขียนเป็นกรอบไว้ จะต้องมีพลังงานสะอาด พลังงานทดแทนไว้มากกว่า 50% สำหรับการผลิตใหม่

สำหรับการใช้เกณฑ์การวัด Reserve Margin นั้นค่าปัจจุบัน 15% จะเพิ่มมากขึ้น โดยค่าดังกล่าวเป็นเพียงตัวแทนของจุด ๆ หนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นข้อด้อย ดังนั้น เกณฑ์การวัด LOLE จึงสามารถนำมาแก้ไขปัญหา ตอบโจทย์ในจุดนี้ได้ หรือจะเป็นตัวทดแทนตัวเลขวันนี้ที่ดูอยู่ประมาณ 0.7 วันต่อปีหรือ 16.8 ชั่วโมงต่อปี หรือเรียกได้ว่าไม่เกิน 17 ชั่วโมงที่จะทำให้เกิดไฟดับได้ ก็สามารถเทียบเคียงกับเกณฑ์ Reserve Margin ได้

ถาม: หากกรณีวันใดวันหนึ่ง เราไม่สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้เพียงพอต่อปริมาณการใช้ จะเป็นอย่างไร

ตอบ: ในทางระบบไฟฟ้า หากเกิดไฟดับจะมีมูลค่าความเสียหาย เรียกว่า Outage Cost ซึ่ง สนพ. เคยมีการศึกษาโดย มหาลัยพระจอมเกล้ามหาลัยพระนครเหนือ ตั้งแต่ปี 2555 หากเกิดไฟดับ 1 ครั้ง จะมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 9 หมื่นบาท ต่อครั้ง / ประมาณเกือบ 90 บาท ต่อหน่วย ซึ่งตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันเศรษฐกิจมีความเติบโตขึ้น มูลค่าการเสียหายก็จะมีมูลค่าเยอะมากขึ้น

ในแง่ของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์, อุตสาหกรรมการส่งออก ซึ่งจะต้องใช้ความแม่นยำในด้านการผลิตขั้นสูง เพราะมีมูลค่าการเสียหายที่เยอะมาก ดังนั้นระบบไฟฟ้าในประเทศไทยควรที่จะมีความเสถียรในการรองรับ

นอกจากนี้ ในอนาคตประเทศไทยจะมีนักลงทุน โดยเฉพาะใน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็นเรื่องของอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ EIC (Economic Intelligence Center) อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เทคโนโลยีสะอาด CT (Clean Technology) ซึ่งนักลงทุนในกลุ่มนี้ ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบไฟฟ้า

ดังนั้น การเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์การวัด LOLE มาใช้ จะตอบโจทย์ทุกช่วงเวลา ทุกชั่วโมง ช่วยลดอัตราความสูญเสียโอกาสการเกิดไฟดับ หากเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เทียบกับเรื่องของความไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็น แต่สามารถตอบโจทย์ภาพรวมของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศได้หมด

ถาม: สรุปได้ว่า ด้วยจำนวนโรงงานไฟฟ้า หรือ กำลังการไฟฟ้าผลิตสำรอง สอดคล้องกับค่า LOLE ที่ทาง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ตั้งไว้เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่

ตอบ: ใช่ เนื่องจาก LOLE เป็นผลตัวการศึกษาที่ทางสนพ. ได้ทางสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาช่วยโดยศึกษาร่วมกันตั้งแต่ปี 2561 โดยนำสถิติข้อมูล ไฟฟ้าที่ดับในอดีต มารวมกับเรื่องของกำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ โรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน และอนาคต ในแผน PDP มาคำนวณแล้วทำการเพิ่มประสิทธิภาพว่าการที่เราสามารถที่จะลด เรื่องของไฟดับได้ลงไป 1 หน่วย เทียบกับต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ อะไรคือจะได้ผลลัพธ์สูงสุด หรือเกิดประโยชน์ภาพรวมของประเทศ จะได้เป็นตัวเลขที่ออกมาประมาณ 0.7 วัน / ปี

ถาม: สนพ. เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลเรื่องอะไรบ้าง

ตอบ: สนพ. เป็นหน่วยงานทางนโยบาย อาจเรียกได้ว่า เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ทำหน้าที่เสนอแนะในเรื่องของ นโยบายของพลังงานทั้งหมดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ หรือพลังงานหมุนเวียน

ในแง่ของไฟฟ้าเองนั้น สนพ. ก็เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบทำเรื่องของแผน PDP โดยทำงานร่วมกับ อุตสาหกรรมการไฟฟ้า และ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน รวมถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจ จึงเป็นที่มาของการดูแลเรื่องความมั่นคง เรื่องของพลังงานในประเทศ ในแง่ของนโยบายที่จะต้องเดินไปในอนาคต

ถาม: ปัจจุบันตัวเลขค่า LOLE ในประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ 0.7 ซึ่งอาจจะต่ำกว่าสหรัฐ หรือเกาหลีใต้ หรือสูงกว่าในบางประเทศ มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนต่อในส่วนของการตั้งเกณฑ์ เพื่อรับประกันได้ว่าประเทศไทยจะมีกำลังไฟฟ้าใช้พอ ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งประเทศ

ตอบ: เรื่องของ LOLE จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ในเรื่องของเศรษฐกิจและขนาดของประเทศ การแข่งขันต่าง ฯ สำหรับเกณฑ์ 0.7 วันต่อปี ถือว่าเหมาะสมกับสภาพความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ และขนาดเศรษฐกิจ มูลค่าความเสียหาย ที่เราสามารถยอมรับได้ กรณีสถานการณ์ไฟฟ้าดับ

ในบางประเทศอาจจะมากกว่า เช่น 1 วัน หรือ 3 วัน แต่ความต้องการสภาพทางเศรษฐกิจ หรือมีความต้องการในการใช้ไฟฟ้าไม่เยอะเมื่อเทียบกับประเทศไทย เพราะว่าสามารถรองรับตรงนั้นได้

ตัวเลขที่ต่ำ จะสะท้อนถึงการต้องลงทุน เรื่องของระบบส่ง ระบบจำหน่ายที่เพิ่มมากขึ้น หรืออาจจะเป็นในเรื่องของค่าใช้จ่าย ผลกระทบต่อค่าไฟ เช่น สหรัฐ กำหนเไว้ที่ 0.1 วันต่อปี เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก ความต้องการในการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าไทย ซึ่งสะท้อนกลับมาได้ว่า ประเทศของเขาจะต้องมีการลงทุนที่สูงขึ้น

สำหรับประเทศไทย จะต้องดูและศึกษาให้เหมาะสม และมีความพอดีกับประเทศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะสามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ทุกชั่วโมง และทั้งปี ไม่ทำให้ประสิทธิภาพและคุณภาพในการบริการ ของระบบไฟฟ้าในประเทศไทยมีปัญหาในอนาคต

ถาม: หากในอนาคตมีการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เท่ากับว่าไทยจะต้องลงทุนในเรื่องของการสำรองเพิ่มขึ้น แล้วค่า LOLE จะต้องเปลี่ยนแปลงให้ต่ำลงหรือไม่

ตอบ: สำหรับเกณฑ์ที่ใช้นั้น ค่า 0.7 เป็นเกณฑ์ที่สามารถใช้ได้ในระยะยาว เนื่องจากเป็นตัวเลขที่ผ่านการศึกษามาอย่างดีแล้ว และสอดคล้องกับการลงทุนของระบบจำหน่ายที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...