โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจ้านายสตรี ในประวัติศาสตร์ไทย พระองค์ใด? เป็น “พระราชธิดา” ที่รักยิ่ง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 ก.พ. 2566 เวลา 08.38 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. 2566 เวลา 08.22 น.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอุ้มพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี พระราชธิดาในพระองค์กับเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ) ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แม้ “เจ้านายสตรี” ในราชสำนักส่วนใหญ่ อาจไม่ใช่กำลังหลักในกิจการของบ้านเมือง หากก็มีหลายพระองค์ที่ทรงเป็นกำลังสำคัญในกิจการราชสำนัก และเป็น “พระราชธิดา” ที่รักยิ่ง

ส่วนจะมีพระองค์ใด? เพราะเหตุใด? นั้น นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2566 มีให้อ่านกันถึง 3 เรื่อง 3 รส ด้วยกัน

เรื่องแรกคือ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี ‘ลูกคู่ทุกข์คู่ยาก’ ในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง” โดย ผศ. ดร. นนทพร อยู่มั่งมี ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชโอรสและพระราชธิดา (ที่มีพระประสูติกาลรอดพระชนมชีพ) 76 พระองค์ แบ่งเป็นพระราชโอรส 32 พระองค์ พระราชธิดา 44 พระองค์ เหตุใดพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี จึงเป็นพระราชธิดาอันเป็นที่รักยิ่ง

หนึ่งเพราะพระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ เป็นพระราชธิดาที่ทรงมีแต่วัยหนุ่ม และเกิดจากพระมารดาที่ทรงรักใคร่เลือกด้วยพระองค์เอง นั่นคือ คุณแพ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ) ธิดาเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) กับท่านผู้หญิงอิ่ม นอกจากคุณแพจะเป็น “พระราชประดิพัทธ์ครั้งแรก” ของพระองค์แล้ว การที่ทรงเริ่มการมีครอบครัวตั้งแต่ก่อนเสวยราชสมบัติ จึงทรงมีวัตรปฏิบัติเช่นเดียวกับสามีภรรยาสามัญชน

กล่าวคือ เสด็จข้ามฟากมาทำราชการในพระบรมมหาราชวัง เมื่อเสร็จกิจจากงานราชการก็เสด็จกลับตำหนักสวนนันทอุทยาน ริมคลองมอญ ที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานให้เป็นที่ประทับ จนกระทั่งมีพระราชธิดาพระองค์แรก-พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี ที่ประสูติ ณ พระตำหนักแห่งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2411 รัชกาลที่ 5 ตรัสเรียกพระราชธิดาองค์น้อยว่า “เจ้าหนู” เสมอมา และออกโอษฐ์ว่า พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์เป็น “ลูกคู่ทุกข์คู่ยาก”

พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ ยังเป็นพระราชธิดาพระอิสริยยศพระองค์เจ้าเพียงพระองค์เดียว แต่รัชกาลที่ 5 ก็พระราชทานพระเกียรติยศในโอกาสต่างๆ เสมอด้วยพระราชธิดาที่มีพระอิสริยยศชั้นเจ้าฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเมื่อครั้งโสกันต์ หรือเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าลูกเธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี

เรื่องที่สอง คือ “กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ปิยราชธิดาในรัชกาลที่ 3 ‘ความรักพิสูจน์ด้วยการกระทำ’ ” ของ ดร.ญาดา อารัมภีร

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ หรือ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิลาส เป็นพระราชธิดารุ่นแรกเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 3 ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาบาง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม 2354 แม้รัชกาลที่ 3 จะไม่เคยเอ่ยพระโอษฐ์ว่าพระราชธิดาพระองค์นี้เป็นที่สนิทเสน่หา แต่ก็มีประจักษ์พยานหลายอย่างที่แสดงถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระราชธิดา

รัชกาลที่ 5 ทรงบันทึกไว้ในเรื่องพระธรรมเทศนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า

“พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชบุตร พระราชบุตรี อันเกิดด้วยพระสนมตั้งแต่ยังมิได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติโดยมาก ครั้นเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ก็มีพระราชบุตร พระราชบุตรี อีกเพียงห้าปีเปนกำหนด แล้วก็มิได้มีสืบไป พระราชบุตรองค์เปนประถม ทรงพระนามพระองค์เจ้ากระวีวงศ ถัดนั้นมาเปนพระราชบุตรียังไม่มีพระนาม เรียกแต่ว่าพระองค์เจ้าหญิงใหญ่ พระองค์เจ้าทั้งสองพระองค์นี้ มีพระชนม์พรรษาเพียง 9 ปี 10 ปีก็สิ้นพระชนม์เสียแต่ยังมิได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ที่ 3 เปนพระราชบุตรีทรงพระนามพระองค์เจ้าวิลาส เปนพระปิยราชธิดา (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เป็นพระราชบุตรีพระองค์ที่ 3 หรือพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ที่ยังมีพระชนมชีพมาแต่ครั้งสมเด็จพระบรมชนกนาถยังมิได้เสด็จขึ้นครองราชย์ อีกทั้งประสูติแต่เจ้าจอมมารดาบางผู้เป็นที่โปรดปราน

นอกจากนี้ยังเป็นพระราชธิดาที่มีพระสิริโฉมงดงามยิ่ง ดังจะเห็นได้จากพระนามแต่ครั้งเป็นพระเจ้าลูกเธอ คำว่า ‘วิลาส’ หมายถึง งามมีเสน่ห์ งามสดใส หรือพระนามเมื่อทรงกรม ‘อัปสรสุดาเทพ’ สุดา คือ ลูกสาว รวมความคือ ลูกสาวผู้งดงามราวนางฟ้า บ่งบอกว่าทรงเลิศด้วยรูปลักษณ์มาแต่ทรงพระเยาว์ตราบเจริญพระชนม์

นอกจากนี้ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ยังมีพระสติปัญญาและพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์ถึงความเฉลียวฉลาด ความรอบคอบ ทำให้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย รัชกาลที่ 3 ทรงมอบหมายงานสำคัญเกี่ยวกับการเงินและการส่วนพระองค์ เช่น ทรงเก็บรักษากุญแจท้องพระคลัง, กำกับการจ่ายเบี้ยหวัดเงินปีฝ่ายใน ฯลฯ

วัดที่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมสร้างกับสมเด็จพระบรมชนกนาถ รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดเทพธิดาราม” (เดิมชื่อ วัดบ้านพระยาไกรสวนหลวง)

เรื่องที่สาม “เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพ และเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ จากพระราชธิดา สู่พระอัครมเหสี” โดย รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ รองเลขาธิการราชบัณฑิตยสภา ภาคีสมาชิก สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสภา

เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพ คือ พระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระกนิษฐาภคินีในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วนเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทั้งสองพระองค์ต่างเป็นพระราชธิดาที่สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงรักยิ่ง ดังนั้นเมื่อสมเด็จพระเพทราชาขึ้นครองราชย์ จึงทรงสถาปนาทั้งสองพระองค์เป็น “พระอัครมเหสีฝ่ายขวา-ซ้าย”

หากเมื่อสมเด็จพระเพทราชาจะเสด็จไปบรรทมด้วย ทั้งสองพระองค์กลับทรง “กล้า” บ่ายเบี่ยงกันไปมา พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ฉบับตัวเขียนก็ว่า

…อยู่มาวันหนึ่งสมเดจ์พระพุทธเจ้าอยู่หัว เสดจ์พระราชดำเนีรจะไปเข้าที่พระบันธม ณ พระตำหนักตึกกรมหลวงโยธาทิพ ซึ่งตั้งไว้เปนพระอัคมเหษีฝ่ายขวา กรมหลวงโยธาทิพให้ทูลพระอาการว่าประชวนอยู่ จึ่งเสดจ์พระราชดำเนิรไป ณ ตำหนักตึกกรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งตั้งไว้เปนพระอัคมเหษีฝ่ายซ้าย กรมหลวงโยธาเทพไม่ยอม ตรัสตัดภ้อต่างๆ แล้วทรงพระแสงดาบพาดพระเพลาอยู่ สมเดจ์พระเจ้าอยู่หัวก็เสดจ์กลับมาพระราชมณเทียร ทรงพระกรุณาให้หาหมอทำเสน่ห์ ครั้นได้หมอมาแล้ว ก็ให้กระทำตามวิธิเสน่ห์ แลกรมหลวงโยธาเทพก็ให้คลั่งไคล้ไหลหลง…”

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงเนื้อหาบางส่วนของทั้ง 3 บทความ เนื้อหาส่วนที่เหลือโปรดติดตามจาก “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ว่าพระประวัติเจ้านายแต่ละพระองค์ที่ได้ชื่อว่า “มหาปิยราชธิดา” แห่งราชสำนักสยาม เป็นอย่างไร

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...