โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพศ ศาสนา ศรัทธา : สำรวจอัตลักษณ์ทับซ้อนผ่านชีวิต ‘หญิงข้ามเพศมุสลิม' ในสายตา 'แรปเตอร์'

The MATTER

อัพเดต 06 มิ.ย. 2567 เวลา 10.40 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2567 เวลา 08.25 น. • Gender

“เป็นตัวของตัวเอง

เป็นมุสลิม

เป็นหญิงข้ามเพศ

เป็นนักปกป้องสิทธิทางเพศ

เป็นนักนโยบาย”

คือคำอธิบายตัวตนของ ‘อั๊ส - อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ’ นักแสดงผู้นำเรื่องราวชีวิตจริงมาบอกเล่าผ่านละครเวทีในชื่อเรื่อง مُخَنَّث Forgive me for I have sinned : โปรดอภัยที่ฉันเป็นคนบาป ในมุมมองของผู้กำกับอย่าง ‘แรปเตอร์ - สิรภพ อัตโตหิ’ และ Co-director ของเทศกาลศิลปการละครเพื่อความหลากหลาย H0m0Haus

จุดมุ่งหมายอะไรที่ทำให้แรปเตอร์เลือกเล่าถึงประเด็น ‘หญิงข้ามเพศมุสลิม’ ในครั้งนี้ แล้วเรื่องเพศ ศาสนา ศรัทธา และจิตวิญญาณ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไรกันแน่

ชวนผู้อ่านสำรวจประเด็นเหล่านี้ผ่านบทสนทนาระหว่างเรากับ ‘แรปเตอร์’ ผู้กำกับไปพร้อมๆ กัน แต่เพื่อให้เห็นและเข้าใจในสิ่งที่ ‘อั๊ส’ ต้องเผชิญ เราจึงจะขอเล่าย้อนไปถึงเนื้อหาบางส่วนของละครเรื่องนี้เสียก่อน

การเป็น ‘หญิงข้ามเพศ’ และ ‘มุสลิม’ อาจฟังดู ‘ย้อนแย้ง’ ด้วยคำสอนของศาสนาอิสลามที่ถูกตีความว่ามนุษย์เกิดมามีเพียง 2 เพศ คือ ชายและหญิง นั่นหมายความว่านอกเหนือจากเพศกำเนิดนับว่าเป็น ‘บาป’ ด้วยเหตุนี้ แรปเตอร์จึงเลือกเรื่องราวนี้มานำเสนอ เพื่อสำรวจมิติของเรื่องเพศและความเชื่อไปพร้อมๆ กันกับนักแสดงและผู้ชม

ช่วงพลบค่ำของวันที่ 1 มิถุนายน 2567 หลังจากที่บริเวณสยามมีการเดินขบวนไพรด์พาเหรดเพื่อเฉลิมฉลองและเรียกร้องสิทธิทางเพศ LGBTQ+ อย่างคึกคัก อีกมุมหนึ่ง ณ โรงละครเล็กๆ ย่านอารีย์ การแสดงชุดนี้ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย

อั๊สเริ่มต้นจากการละหมาด และถามว่าในรอบการแสดงนี้มีใครที่เป็นมุสลิมบ้าง พร้อมเล่าถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม การละหมาดทำไปทำไม จุดประสงค์ ช่วงเวลาของการละหมาด และหลักปฏิบัติพื้นฐานที่คนเป็นมุสลิมจะต้องทำในตลอดช่วงชีวิต ซึ่งตลอดเวลาที่อั๊สเล่า เราสัมผัสได้ถึงความศรัทธาอย่างยิ่งของเธอต่อศาสนาอิสลาม ที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและเครื่องนำทางให้อั๊สผ่านช่วงเวลาต่างๆ ในชีวิตไปได้

แต่ในมิติทางเพศนั้น อั๊สไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีสำนึกทางเพศเป็น ‘ผู้ชาย’ และคิดเพียงแต่ว่าอยากเป็นเหมือนแม่ และอัตลักษณ์หนึ่งของแม่ ก็คือการเป็น ‘ผู้หญิง’

ตัวตนของอั๊สไม่เคยถูกปกปิดไว้ จนเมื่อคนในบ้านค้นพบ ก็พยายามที่จะถามว่าเธอเป็นอะไรกันแน่ พร้อมอ้างถึงบทบัญญัติว่าการเป็นกะเทยมันบาป และจะต้องถูกไล่ออกจากบ้านและชุมชน

ตลอดเรื่องราวหลังจากนั้น เธอเล่าถึงบาดแผลที่ต้องเผชิญเพียงเพราะเป็นหญิงข้ามเพศมุสลิม ทั้งการกีดกันออกจากศาสนา บ้างก็ว่าทำไมไม่เลิกนับถืออิสลามไปเลย จนถึงความรุนแรงทางเพศที่ทำให้อั๊สหันหน้าเข้าหาพระเจ้า เพื่อขอให้พระเจ้าชี้ทางว่าเธอควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ซึ่งเธอตัดสินใจคลุมฮิญาบ แต่ก็ไม่แคล้วถูกตัดสินอีกว่าเธอไม่เหมาะสมที่จะสวมใส่มัน

“ให้เราเอาบาปไปคุยกับพระเจ้าเอง” คือสารสำคัญที่ละคร (เรื่องจริง) เรื่องนี้พยายามจะบอกกับเรา หรือจะพูดให้ถูก คือบอกกับสังคมว่าเธอเพียงแค่ต้องการเป็นตัวของตัวเองที่ไม่ได้เดือดร้อนใครเท่านั้น และหากพระเจ้าจะตัดสินว่าสิ่งนี้เป็นบาปจริง ก็ไม่มีใครมีสิทธิตัดสินแทนพระเจ้าทั้งสิ้น

ทั้งระหว่างที่ละครกำลังเล่นไปจนถึงหลังละครจบลงสักพักหนึ่ง หลากความรู้สึกแวะเวียนกันเข้ามาทำงานในจิตใจของเรา ทั้งประทับใจกับความกล้าหาญที่ผ่านเรื่องต่างๆ มาได้แล้วปัจจุบันยังทำงานเป็นนักสิทธิฯ ให้กับคนอื่นๆ และสะเทือนใจกับความรุนแรงที่อั๊สเผชิญ พร้อมประหลาดใจว่า ทำไมมนุษย์คนหนึ่งถึงกระทำความรุนแรงกับมนุษย์อีกคนในลักษณะนี้ได้

และต้องขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ว่าก็ยังมีชั่วครู่หนึ่ง ที่เราเกิดความสงสัยว่า อะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งยังมีศาสนาที่คนรอบตัวใช้เป็นเครื่องมือมากดขี่เขาอยู่

เราจึงนัดแรปเตอร์มาพูดคุยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านอารีย์ ที่ยิ่งใกล้เวลานัดหมาย เราก็ยิ่งตื่นเต้นที่จะได้สำรวจแนวคิดเบื้องหลังของสิ่งที่เราเพิ่งได้รับชมเป็นประจักษ์พยานไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

ในขณะที่แก้วกาแฟเย็นค่อยๆ จืดชืดจากน้ำแข็งที่เริ่มละลาย แต่ ณ ขณะเดียวกันบทสนทนาที่เต็มไปด้วยรสชาติกลับเริ่มต้นขึ้น

“ทำไมถึงหยิบเรื่องหญิงข้ามเพศมุสลิมมาทำ?” เรารู้อยู่แล้วว่าแรปเตอร์เป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิทางเพศของเพศหลากหลาย หรือ LGBTQ+ ในนามของกลุ่ม ‘เสรีเทยพลัส’ แต่ก็เพราะอย่างนั้น แรปเตอร์น่าจะมีประเด็นอะไรมากมายที่อยากสื่อสารออกมา เราจึงอยากเข้าใจให้มากขึ้นว่าทำไมเรื่องนี้จึงต้องถูกสื่อสารในเทศการละคร H0m0Haus เป็นครั้งแรก

แรปเตอร์เริ่มต้นตอบโดยนิยามว่าตัวเองเป็น ‘เฟมินิสต์’ ที่สมาทานแนวคิดแบบ ‘Intersectional Feminism’ หรือเฟมินิสต์ที่สนใจประเด็นความซับซ้อนของอัตลักษณ์ “เพศมันไม่ได้อยู่ด้วยตัวของมันเองโดดๆ […] คนมีความทับซ้อนกันอยู่มากมาย เช่น ‘ผู้ชาย’ เอเชียนชนชั้นล่าง จะมีอำนาจมากกว่า ‘ผู้หญิง’ ผิวขาวชนชั้นบนในอเมริกาได้อย่างไร ใช่ไหม [… ] การมองเรื่องเพศ จึงต้องมองถึงความทับซ้อนของอำนาจอื่นด้วย” แรปเตอร์อธิบายแบบนั้น

‘ศาสนา’ จึงเป็นอีกมิติหนึ่งของอัตลักษณ์ที่มาทับซ้อนกับเรื่องเพศ เพราะศาสนาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำงานกับวิธีคิดของมนุษย์มาเป็นพันๆ ปี โลกถูกสร้างขึ้นด้วยกรอบความเชื่อของศาสนา และระบบเพศสองขั้ว (Gender Binary) ที่บอกว่าเพศมีเพียงชายและหญิง ก็เป็นแนวคิดที่เกิดจากศาสนา ความเป็นเพศจึงถูกกำกับโดยศาสนาไปด้วยเช่นกัน ผ่านโครงสร้างของสถาบันความเชื่ออันแข็งแกร่ง

ประจวบกับในเวลานี้ ยังมีสถานการณ์ความรุนแรงในกาซา จากสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่ดำเนินมาต่อเนื่องกว่า 8 เดือน ซึ่งส่งผลให้กระแส อิสลาโมโฟเบีย (Islamophobia) หรือ ความเกลียดกลัวอิสลามนั้นแพร่ออกไป ซึ่งเดิมก็เป็นแนวคิดที่ฝังลึกในสังคมไทยจากประเด็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน สังคมก็ยังมีภาวะทรานส์โฟเบีย (Transphobia) หรือความเกลียดกลัวคนข้ามเพศอยู่ด้วย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีมุสลิมที่เป็นคนข้ามเพศ หรือเป็น LGBTQ+ สังคมก็จะบอกว่า ‘ทำไมต้องไปทนอยู่กับสิ่งที่ด้อยค่าเรา ทำไมไม่ออกมาจากศาสนา’ บ้างก็วิจารณ์ ด่าทอว่า ‘เป็นกะเทยมันบาปหนัก หวังว่าจะกลับใจได้ไวๆ หรือไม่ก็ไม่ควรมานับถือศาสนานี้อีกต่อไป’ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้แรปเตอร์อยากนำเสนอว่า ไม่ว่าจะเพศ หรือศาสนา ก็ล้วนเป็น ‘อัตลักษณ์’ เป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ช่วยชุบชูจิตใจของมนุษย์ และที่สำคัญคือเป็นเสรีภาพ ที่คนสามารถเลือกสิ่งที่จะเป็น หรือเลือกนับถืออะไรก็ได้

“หญิงข้ามเพศมุสลิม เป็นอัตลักษณ์ที่มันมีความย้อนแย้งกันบางอย่างในเชิงความเชื่อ แต่ทำไมเขาถึงยังนับถือหรือยังศรัทธากับศาสนาที่มีภาพจำว่ามันกดขี่เขา เราก็เลยอยากจะไปสำรวจตรงนี้ เพราะว่ามันไม่ใช่เขาคนเดียวที่เป็น LGBTQ+ ที่เป็นมุสลิม ยังมีอีกเยอะมากในสังคม”

ถึงอย่างนั้น แรปเตอร์ก็เน้นย้ำจุดยืนที่ต้องการจะวิพากษ์ศาสนา เพื่อถอดรื้อโครงสร้างชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) แต่ก็ใช่ว่าจะต้องการลิดรอนเสรีภาพในการนับถือศาสนาของใคร กลับกันคือส่งเสริมให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของอัตลักษณ์เหล่านี้ และส่งเสริมให้เคารพถึงเสรีภาพของกันและกันต่างหาก

แน่นอนว่าการพูดถึงเรื่องนี้ในพื้นที่สาธารณะอย่างการจัดแสดงละครเวทีที่เปิดให้ใครจองบัตรเข้ามาชมก็ได้ และประชาสัมพันธ์ทางโซเชียลมีเดียที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ ทำให้ละครเรื่องนี้ ถูก ‘เจิม’ ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มแสดง

แรปเตอร์เล่าว่า คนที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ มีทั้งกลุ่มมุสลิมที่เป็น Islamic fundamentalism (มุสลิมที่ยึดความเชื่อตามคัมภีร์ และตีความตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด) และมีคนที่มองว่าตัวเองหัวก้าวหน้า ที่เข้ามาแนะนำว่าทำไมถึงไม่ออกจากศาสนาไปเลย เพื่อที่จะได้เป็นเพศอะไรก็ได้แบบที่ตนเองต้องการ และยังมีกลุ่มที่ไม่ชอบศาสนาอิสลามอยู่แล้วเข้ามาผสมโรงด้วย

“ก่อนการเล่นมันก็มี feedback (ผลตอบรับ) มาตั้งแต่ต้นนะ มันก็เห็นเลยว่า จริงๆ ประเด็นนี้มันเป็นประเด็นทาบู (taboo; ข้อห้ามตามพื้นฐานเชิงวัฒนธรรม) มากในสังคม” แต่ก็ยังน่าชื่นใจที่หลังจากละครเริ่มเล่นแล้ว ก็ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมที่บอกว่าเข้าใจถึงความเชื่อมโยงของอัตลักษณ์ที่ทับซ้อนกันมากขึ้น หรือคนที่เคยเกลียดกลัวศาสนาอิสลาม ก็เริ่มได้ทบทวนตัวเองว่า อาจจะมองอิสลามแบบสุดโต่งเกินไปหรือเปล่า จนถึงที่สุด คือเกิดความเห็นอกเห็นใจกัน และเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเองต่อประเด็นนี้ และต่อสังคม

เราไม่แปลกใจที่เสียงตอบรับเป็นไปในทิศทางนั้น และกล้าพูดอย่างมั่นใจว่าผู้ที่ได้มาชมด้วยตัวเอง เรื่องราวของอั๊สจะต้องทำงานกับความรู้สึกไม่ว่าในทางใดทางหนึ่งแน่นอน เพราะแม้จะบอกว่าเป็นละคร แต่เรื่องที่อั๊สเล่า คือเรื่องของชีวิตที่ผ่านมาของอั๊สจริงๆ ทั้งการค้นพบตัวเอง ความเจ็บปวด แผลในใจ และทุกองค์ประกอบที่ประกอบสร้างจนกลายเป็นอั๊สในทุกวันนี้

แต่ก็เพราะว่าเรื่องที่เล่าออกมานั้นดูมี ‘ความเป็นส่วนตัว’ เหลือเกิน และคงต้องใช้ความกล้าหาญ การเปิดใจ และความไว้ใจอย่างมากทั้งในการเล่า และตลอดกระบวนการกว่าจะมาเป็นละครเรื่องนี้ คำถามต่อมาเราจึงอยากรู้ว่า แล้วแรปเตอร์มีวิธีการทำงานกับนักแสดงยังไง

“ก็ต้องสร้างความไว้ใจในการที่จะเล่าเรื่องให้ฟัง ก็ล้มลุกคลุกคลานกันมาประมาณหนึ่ง เพราะมีหลายๆ อันก็เป็นแผลสดนะคะ หรือหลายอันก็เป็นแผลเก่า แล้วเราก็ไปกรีดซ้ำ” แรปเตอร์ย้ำว่า เพราะเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมากๆ ต่อตัวนักแสดงเอง ทุกขั้นตอนจึงจะต้องผ่านความยินยอม (consent) ของอั๊ส และเป็นไปในบรรยากาศที่สบายใจ เล่าเท่าที่ต้องการ หยุดเมื่อต้องการ และขอให้ตัดในจุดที่ต้องการได้ ด้วยเครื่องมือทางการละครที่จะทำให้นักแสดงปลอดภัยมากที่สุด จนออกมาเป็นเรื่องราวเวอร์ชันที่ทุกคนได้เห็นบนเวที

แต่ไม่เพียงแค่จะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่ออั๊ส เพราะการจะพูดเรื่องศาสนาก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากพอแล้ว เพราะเป็นการพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างเรื่องความเชื่อและศรัทธาของคนในสังคม แต่ในครั้งนี้ แรปเตอร์เลือกที่จะเล่าเรื่อง ‘เพศหลากหลาย’ ที่นับถือ ‘ศาสนาที่มีภาพจำในเชิงลบต่อเพศหลากหลาย’

เช่นนี้แล้ว แรปเตอร์มองว่า เรื่องที่ควรระวังในการสื่อสารประเด็นนี้คืออะไรบ้าง?

‘Power Danymics’ หรือความแตกต่างของสถานะเชิงอำนาจ คือสิ่งสำคัญที่แรปเตอร์ย้ำแล้วย้ำอีก ว่าจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าในการทำงานสื่อสารเรื่องเหล่านี้ ตัวเราในฐานะผู้สื่อสารนั้นมีอำนาจอะไรบ้าง และอำนาจของเราทำงานอย่างไรกับสังคม

ซึ่งในที่นี้ แรปเตอร์นิยามว่าตนเองเป็นเควียร์ เป็น LGBTQ+ เป็นคนที่สนใจและศึกษาเรื่องจิตวิญญาณกับศาสนา แต่ก็ไม่ใช่มุสลิม เมื่อเลือกที่จะเล่าเรื่องหญิงข้ามเพศมุสลิม จึงต้องทบทวนถึงอำนาจและจุดยืนที่ต้องการเล่าเรื่องราวนี้อยู่เสมอ

“เราทำอะไร เรากำลังเอาแว่นของตัวเองไปใส่ให้เขาไหม เรากำลังพูดแทนเขาหรือเปล่า แล้วเราต้องการจะสื่อสารอะไร แล้วพอเราคิดได้ว่าอยากสื่อสารอะไร ก็ต้องกลับมาดูที่อำนาจของตัวเองว่า อำนาจของเราคืออะไร เรายืนอยู่บนจุดยืนแบบไหน เรากำลังหาผลประโยชน์จากเขาหรือเปล่า”

แรปเตอร์อธิบายเสริมว่า ยิ่งทำงานเรื่องการเมือง เรื่องเพศ เรื่องชนชั้น เรื่องการกดขี่ ถ้าไม่มีจุดยืน หรือไม่เห็นอำนาจที่ทำงานกับตัวเราเองและสังคม ไม่เห็นถึงอัตลักษณ์และอำนาจที่ทับซ้อน (intersectionality) ของตัวเองกับประเด็น และมองไม่เห็นถึงเรื่องในลักษณะเดียวกันของตัว subject ที่นำมาใช้เล่าเรื่อง ก็จะทำให้ประเด็นนั้นลอย หรือกลายเป็นการคิดแทนทำแทน และไม่ได้นำเสนอ ‘เสียง’ ของพวกเขาออกมาจริงๆ

“พอเป็นงานศิลปะมันก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่มีเสียงของตัวเอง เวลาทำงานแบบนี้คือเราก็สามารถที่จะมีเสียงของตัวเราเองได้” แรปเตอร์ย้ำอย่างนั้น เพียงแต่เมื่อต้องการจะเล่าเรื่องของตัว subject ก็จะต้องระมัดระวังและหาจุดที่มีความยินยอมร่วมกัน

อย่างที่ได้เกริ่นไปในตอนแรก ว่าปีนี้เป็นครั้งแรกที่เทศกาลศิลปการแสดงเพื่อความหลากหลาย ‘H0m0Haus’ ได้ถือกำเนิดขึ้น อันมาจากความตั้งใจของแรปเตอร์และเพื่อนๆ ที่ต้องการสร้างพื้นที่ และคอมมูนิตี้สำหรับศิลปินเควียร์ คือการแหกออกจากขนบธรรมเนียมเดิมๆ ท้ังในแง่เนื้อหา และในแง่วิธีการสร้างชิ้นงาน จากการที่พื้นที่ของศิลปการแสดงในปัจจุบันนั้นมีความเป็น ‘ชายเป็นใหญ่’ หรือปิตาธิปไตยอย่างไม่รู้ตัว

ภารกิจสำคัญในช่วงแรกนี้ จึงเป็นการทำให้คอมมูนิตี้นี้แข็งแกร่ง ทำให้คนรับรู้ว่ามีช่องทางนี้เพื่อศิลปินเควียร์และเพื่อ LGBTQ+ เกิดขึ้นแล้ว ที่พร้อมคอยสนับสนุนประเด็นเหล่านี้ และสร้างบทสนทนาใหม่ๆ ให้สังคมได้ทำความเข้าใจเพิ่มเติม

โดยเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของ H0m0Haus ในตอนนี้ คือการได้เติบโตไปเป็นเทศกาลระดับนานาชาติ

“เรื่องที่คุยกัน จริงๆ มันเป็นเรื่องที่เจอกันทุกประเทศ เราว่ามันสำคัญที่เราจะมีบทสนทนาข้ามกันระหว่างวัฒนธรรม ข้ามกันระหว่างพื้นที่ต่างๆ เพื่อที่ว่าเราจะได้เห็นถึงความเป็นภราดรภาพ (solidarity) และได้พยายามหาทางออกร่วมกัน” แรปเตอร์กล่าวอย่างมุ่งมั่น ซึ่งทำให้เราเชื่อสุดหัวใจว่าวันหนึ่ง H0m0Haus จะกลายเป็นพื้นที่นั้นได้อย่างแน่นอน

ในปีนี้ H0m0haus มีกิจกรรมถึง 3 ส่วน คือ ละครเวที 3 เรื่อง เวิร์กช็อป 2 หัวข้อ และวงเสวนาถึง 6 วง ที่ครอบคลุมทุกรสชาติ สะท้อนประเด็นเรื่องเพศ จิตวิญญาณ การแหกออกจากขนบของสังคม ไปจนถึงการเรียนรู้วิธีเป็นผู้สนับสนุนที่ดีให้กับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งสำหรับผู้ที่สนใจ กิจกรรมต่างๆ รวมถึงรอบการแสดงละครเวทียังคงมีจนถึงวันที่ 9 มิถุนายนนี้

ก่อนจะจบการสนทนา เราขอกลับไปพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ อย่างละครเรื่อง Forgive me for I have sinned อีกสักนิด เราได้ขอให้แรปเตอร์ช่วยสรุปสารที่ต้องการจะสื่อกับสังคมอีกสักครั้ง ว่าตกลงแล้วเราควรทำความเข้าใจอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องเพศ ศาสนา และจิตวิญญาณบ้าง

“LGBTQ+ ก็สามารถมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอะไรก็ได้ เลือกความเชื่อของตัวเองที่ตัวเองรู้สึกว่าฉันสมาทาน และในขณะเดียวกัน ก็พยายามจะหาด้วยว่าในพื้นที่ศาสนาที่เกือบทุกศาสนากดทับ LGBTQ+ หรือมีวิธีคิดบางอย่างที่มันกดขี่ผู้หญิง เราจะหาวิธีการอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกันบนโลกได้”

“ไม่ใช่ว่าพอเป็น LGBTQ+ ปุ๊บ ก็ไล่ออกไปว่าไม่ต้องมานับถือศาสนาใช่ไหม”เราถามแบบรู้คำตอบอยู่แล้ว ซึ่งแรปเตอร์ทิ้งท้ายว่า “ศาสนามันเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ แล้วคําว่าเสรีภาพก็คือเรื่องส่วนตัว ถูกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าตราบใดที่เขาใช้เสรีภาพ แบบจะนับถืออะไรก็เป็นของเขา มันไม่ได้ไปลิดรอนใครนี่ เราว่ามันก็ fine”

Photographer: Wichaya Artamat, Phatthara Lertsukittipongsa
Graphic Designer: Manita Boonyong
Editor: Phafan Nokaeo

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...