โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รากเหง้าสภาอาชีพ (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 พ.ค. 2567 เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2567 เวลา 02.36 น.

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

รากเหง้าสภาอาชีพ (2)

ในปลายศตวรรษที่สิบเก้าต่อต้นศตวรรษที่ยี่สิบ อันตรงกับรัชกาลที่ห้าและหกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (ค.ศ.1868-1910 & 1910-1925) นี่เองที่ระบอบศักดินาหรือราชูปถัมภ์ หรือรัฐราชสมบัติเดิมของไทย (patrimonial state ตามศัพท์วิเคราะห์ของจิตร ภูมิศักดิ์-อ.เสน่ห์ จามริก-อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ตามลำดับ) เผชิญกับความทันสมัยทางการเมือง (political modernity) ที่มหาอำนาจอาณานิคมตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษกับฝรั่งเศสนำเข้ามา ก่อนอื่นใดคือรูปแบบชุมชนการเมืองการปกครองของโลกสมัยใหม่อันได้แก่รัฐ-ชาติ (nation-state)

ชนชั้นนำสยามยุคนั้นจึงปรับตัวรับความทันสมัยทางการเมืองดังกล่าวโดยเปลี่ยนรูปแบบชุมชนการเมืองการปกครองเดิมไป

ทว่า มิใช่สวมรับของใหม่เข้ามาทั้งแท่งแบบทื่อๆ หากปรับแต่งดัดแปลงมันให้ผลักดันโต้ตอบกับสถานการณ์ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เป็นจริงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมทั้งภายนอกและภายใน ตามโครงการยุทธศาสตร์ที่อิงฐานะอำนาจ ผลประโยชน์และความเชื่อของหมู่คณะตนและบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง

ตัวแบบรัฐ-ชาติสมัยใหม่แบบตะวันตกที่ชนชั้นนำสยามนำเข้ามาจึงถูกปรับแปลงทางปฏิบัติไปเป็น (ดูแผนภูมิ) :

-> รัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ (absolutist state) ดังปรากฏในงานศึกษาค้นคว้าโดยพิสดารล้ำลึกของรองศาสตราจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เรื่อง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย (พากย์อังกฤษ The Rise and Decline of Thai Absolutism ตีพิมพ์ 2004) และ

-> ราชาชาตินิยม (royal-nationalism) ดังปรากฏในงานศึกษาค้นคว้าแบบเบิกตาสว่างและบุกทะลวงเพดานความรู้ใหม่ของศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง กำเนิดสยามจากแผนที่ : ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ (พากย์อังกฤษ Siam Mapped : A History of the Geo-Body of a Nation ตีพิมพ์ 1994)

ก็แลเมื่อถูกนำเข้าสู่สยามประเทศ รัฐ-ชาติถูกปรับแปลงไปฉันใด ระบอบประชาธิปไตยก็ย่อมถูกปรับแปลงไปบ้างฉันนั้น

ดังที่ Michael Mann ศาสตราจารย์สังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ ลอสแองเจลิส ผู้เขียนหนังสือ The Dark Side of Democracy : Explaining Ethnic Cleansing (2005 ดูภาพประกอบ) ได้วิเคราะห์ไว้เกี่ยวกับความพยายามปรับตัวรับกระแสประชาธิปไตยของบรรดาชนชั้นนำเก่าในกลุ่มประเทศยุโรปกลาง, ยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันออกเฉียงใต้สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งว่า :

“…ความทะยานอยากใฝ่หาประชาธิปไตยปรากฏขึ้นในบรรดาประเทศล้าหลังกว่าเหล่านี้ทีหลัง (เมื่อเทียบกับประเทศทางตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป เช่น อังกฤษ) ฉะนั้น มันจึงอุบัติขึ้นในยุคสมัยที่ทฤษฎีการเมืองที่ ‘ก้าวหน้า’ ที่สุดได้แก่ทฤษฎีประชาธิปไตยซึ่งสุกงอมแล้ว อันถือคติเป็นเจ้าเรือนว่าประชาชนทั้งมวลต้องได้ปกครอง

พูดอีกอย่างก็คือทั้ง ‘ราษฎร’ และ ‘ไพร่ราบ’ ชาวอังกฤษแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 18 ต้องได้ปกครองนั่นเอง ในภูมิภาคตอนกลาง, ทางตะวันออกและใต้ของยุโรป การให้สิทธิเลือกตั้งอย่างจำกัดตามชนชั้นแบบอังกฤษ-อเมริกันนั้นมิช้านานก็ถูกตีตกไปโดยหลักความชอบธรรมที่อิงประชาชนมากกว่า

กระนั้นก็ตามชนชั้นนำในประเทศเหล่านี้ก็ยังพยายามกันท่ามวลชนโดยพัฒนาสังคมการเมืองขั้นกลางอย่างใหม่ขึ้นมา ซึ่งไม่ค่อยจำกัดสิทธิในการเลือกตั้งเท่ากับจำกัดอำนาจอธิปไตยของรัฐสภา

ผู้ชายทั้งหมดอาจได้ออกเสียงเลือกตั้ง แต่บรรดาผู้แทนของพวกเขาต้องแบ่งปันอำนาจนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง – ซึ่งมักจะเป็นสถาบันกษัตริย์ ราชอาณาจักรไกเซอร์เยอรมนีนับเป็นต้นแบบ กล่าวคือ รัฐสภาไรช์สแต็กมาจากการเลือกตั้งโดยราษฎรเพศชายผู้ทรงสิทธิเลือกตั้งอย่างเป็นสากล แต่ต้องแบ่งปันอำนาจกับพระเจ้าไกเซอร์และเสนาบดีของพระองค์

“นี่หมายความว่าพวกชนชั้นนำสามารถใช้อำนาจของพวกเขาภายในรัฐคอยชักใยปลุกปั่น ‘ราษฎร’ จากเบื้องบน สมรรถนะของพวกเขาที่จะทำเช่นนั้นถูกต่อเติมเพิ่มพูนโดยความล้าหลังทางเศรษฐกิจของดินแดนส่วนใหญ่ในภูมิภาคดังกล่าว ที่นี่ ‘ราษฎร’ ส่วนมากยังอยู่ชนบทหรือทำงานช่างฝีมือรายย่อยหรือรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ จิปาถะ ตามตรอกซอกซอย ซึ่งองค์การจัดตั้งของชนชั้นคนงานเอื้อมไปไม่ถึง…

“กรณีอย่างเดียวกันก็เกิดขึ้นทั่วไปหลายที่ในโลกในระยะใกล้ๆ นี้ด้วยเช่นกัน การจะมาจำกัดสิทธิเลือกตั้งในบรรดาประเทศ ‘ซีกโลกใต้’ (หมายถึงประเทศที่พัฒนาล้าหลังกว่า – ผู้แปล) ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วทุกวันนี้ ถ้าไม่ให้ทุกคนได้โหวต ก็ต้องไม่มีใครหน้าไหนได้โหวตเลย – ถึงแม้เสียงโหวตนั้นจะเป็นของเก๊ของปลอมบางส่วนหรือ ส่วนใหญ่ก็ตามที ด้วยการเพิ่มขยายอำนาจบริหาร ระบอบการเมืองขั้นกลางในยุโรปกลาง, ตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ จึงแตกต่างจากระบอบเสรีประชาธิปไตยของยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือในประการแรกตรงที่มันเพิ่มขยายคตินิยมอำนาจรัฐ (statism) จนพ้นเกินระดับเสรีนิยมออกไป”

(อ้างจาก Michael Mann, “The Dark Side of Democracy : The Modern Tradition of Ethnic and Political Cleansing”, New Left Review, 235 (May/June 1999), 27-28, เน้นโดยผู้เขียน)

แง่มุมหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาจากการเลือกตั้งทั่วไปอันค่อยคลี่คลายขยายตัวระลอกใหม่หลังการปฏิวัติของมวลชนเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 มาเป็นระบอบประชาธิปไตยครี่งใบในทศวรรษที่ 2520 จนกลายเป็นระบอบเลือกตั้งธิปไตย (electocracy) ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ต่อเนื่องมาถึงการลุกฮือพฤษภา-ประชาธรรม 2535 นั้นก็ได้แก่ลักษณะเอกนิยม (monism หรือองค์เดียว หรือผูกขาดอธิปัตย์)

ดังที่ศาสตราจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ระบุชี้บุคลิกลักษณะสำคัญ 2 ประการของรัฐไทยสมัยใหม่ที่ตกทอดมาตั้งแต่รัชกาลที่ห้า ผ่านการปฏิวัติ 2475 มาจนถึง “ทุกวันนี้” (ทศวรรษที่ 2530) ไว้ใน สองนัคราประชาธิปไตย : แนวทางการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจเพื่อประชาธิปไตย, 2538, น.42 ว่า :

“(1) รวมศูนย์ (Centralism) หมายความว่ารัฐส่วนกลางไปปกครองส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นโดยตรง

“(2) ผูกขาดอธิปัตย์ (Monism) หมายความว่ารัฐไม่ยอมแบ่งอำนาจให้สังคมหรือกลุ่มเอกชนในสังคม แสดงออกด้วยการไม่ยอมรับสิทธิ ความริเริ่ม การปกครองตนเอง และความเป็นเอกเทศของกลุ่มต่างๆ ในสังคม เว้นเสียแต่เมื่อรัฐเองอนุญาตหรือรับรอง”

สถานการณ์ความสัมพันธ์ทางอำนาจซึ่งคลี่คลายไปในทางเป็นจริงของการเมืองไทยในทศวรรษที่ 2530 โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม 2535 ก็คือสถาบันการเมืองที่เข้าผูกขาดอธิปัตย์ในรัฐได้แก่สภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งทั่วไปนั่นเอง อย่างที่อาจารย์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างแหลมคมแหวกแนวในคำให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2556 ว่า :

“ผมมองว่าตั้งแต่ช่วง 20 ปีหลังมานี้ได้เกิดพัฒนาการของอำนาจ 2 รูปแบบที่คู่กันมา

“รูปแบบหนึ่งคืออำนาจการเลือกตั้งที่รัฐสภากลายเป็นศูนย์กลาง

“ต่อไปนี้ใครยึดครองการเลือกตั้งได้ก็กุมอำนาจรัฐส่วนอื่นได้ รวมทั้งอำนาจรัฐในแง่ที่เป็นทหารและตำรวจด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มี เพราะต่อให้คุณเลือกตั้งเข้ามาได้ กว่าคุณจะได้เป็นนายกฯ ต้องมีการต่อรองกับนักการเมือง ทหาร…(ฯลฯ)

“แต่หลังปี 2530 เป็นต้นมา ถ้าไม่นับช่วงสะดุดของ รสช. แค่ปีเดียว คนที่เป็นนายกฯ ได้ก็กุมส่วนอื่นได้…

“พูดง่ายๆ ว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐไทยมีลักษณะที่เป็นเหมือนรัฐสมัยใหม่ที่มีการรวมศูนย์โดยผ่านกลไกการเลือกตั้ง…ดูเหมือนว่ารัฐไทยน่าจะเข้าสู่ภาวะสมัยใหม่ เป็นรัฐที่รวมศูนย์เป็นเอกภาพ แล้วก็รวมศูนย์อยู่ที่กลไกการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างทันสมัย และอยู่ภายใต้ร่มเงาของสถาบันกษัตริย์”

(สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “Mass Monarchy”, ชัยธวัช ตุลาธน, บก., ย้ำยุค รุกสมัย เฉลิมฉลอง 40 ปี 14 ตุลา, 2556, น. 114-115)

เอนกชี้ไว้ว่าทางแก้ลักษณะรวมศูนย์และผูกขาดอธิปัตย์ของรัฐไทยก็คือการกระจายอำนาจรัฐไปสู่ “สิทธิในการปกครองตนเองของกลุ่มต่างๆ ในสังคมและของรัฐบาลท้องถิ่น” (น.43)

มื่อประยุกต์เข้ากับข้อสังเกตของสมศักดิ์ข้างต้นที่สรุปได้ว่ารัฐสภาจากการเลือกตั้งทั่วไปนั่นแหละที่กลายเป็นศูนย์กลางของอำนาจรัฐและผูกขาดอธิปัตย์ของไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ปมเงื่อนจึงอยู่ตรงต้องหาทางกระจายอำนาจให้แตกตัวออกจากรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไป (หรือนัยหนึ่งสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งทั่วไป) นั่นเอง โดยกระจายไปให้กลุ่มต่างๆ ในสังคมและองค์การปกครองท้องถิ่น

สภาอาชีพจึงเป็นคำตอบสุดท้าย!

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รากเหง้าสภาอาชีพ (2)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...