คอนโดติดแม่น้ำ – ทะเล โต 8.8% ราคาขายมือสองพุ่งสูงสุด 2.7 แสนบาท/ตร.ม.
คอนโดติดแม่น้ำ - ทะเล ซัพพลายโต 8.8% ทำเล กทม.-พัทยา-หัวหิน-ภูเก็ต มาแรง อัตราขายออกสูง 84% ราคาขายมือสองพุ่งสูงสุด 2.78 แสนบาท/ตร.ม.
วันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ไนท์แฟรงค์ เอเยนซี และที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ รายงานสถานการณ์การพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมริมน้ำ (Condominium waterfront) ในไทย ว่า นับแต่อดีตอสังหาติดริมน้ำเป็นที่นิยมในการซื้ออยู่อาศัยและการลงทุน
ซัพพลายโต 8.8% ริมเจ้าพระยาเบอร์ 1
โดยสัดส่วนของอัตราการเติบโตจากอุปทาน (ซัพพลาย) ทั้งหมดในช่วงปี 2553 - 2565 อยู่ที่ 8.2% และในปี 2566 มีอัตราการเติบโตของซัพพลายอยู่ที่ 8.8%
ทั้งนี้ อัตราส่วนการเติบโตไม่มาก เนื่องจาก ที่ดินริมน้ำ/ริมทะเลมีเหลืออยู่อย่างจำกัด ซึ่งคอนโดมิเนียมบริเวณริมแม่น้ำ/ทะเลในประเทศไทยแบ่งตามพื้นที่ดังนี้
1. ริมแม่น้ำเจ้าพระยากรุงเทพมหานคร ณ สิ้นปี 2566 มีจำนวนคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยาคิดเป็น 2.3% เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 จากปี 2565 ที่ 2.2%
2. ริมทะเลพัทยา โดยสิ้นปี 2566 มีจำนวนอุปทานเกิดขึ้นใหม่คงที่เท่ากับอัตราการเติบโตจากปี 2565 ที่ 1.1%
3. ริมทะเลหัวหิน อัตราการเติบโต ณ ปี 2566 อยู่ที่ 0.8% ของคอนโดมิเนียมทั้งหมด เท่ากันกับปี 2565
4. ริมทะเลภูเก็ต มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 0.14% ของคอนโดมิเนียมทั้งหมดเท่านั้น
อย่างไรก็ดี โครงการคอนโดมิเนียมบริเวณริมแม่น้ำ/ทะเลเป็นโครงการที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและสร้างเสร็จ โดยแต่ละบริเวณมีอายุโครงการจำแนกดังนี้
อัตราขายออกสูง 84%
อัตราการขายคอนโดมิเนียมริมน้ำ/ริมทะเล
สัดส่วนยอดขายโครงการคอนโดมิเนียมริมน้ำ/ริมทะเลในประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 84.0% ณ สิ้นปี 2566 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 83.6%
โดยจำนวนโครงการคอนโดมิเนียมริมน้ำ/ริมทะเลมีจำนวนประมาณ 80 โครงการ โดยในปัจจุบันมีโครงการที่ขายหมดแล้วอยู่ที่ 46 โครงการ แสดงให้เห็นถึงความต้องการในตลาดมีการกระจายของการขายคอนโดมิเนียมริมน้ำที่แตกต่างกันออกไป
เมื่อเปรียบเทียบจำนวนโครงการแต่ละพื้นที่พบว่า จำนวนโครงการที่ขายหมดมากที่สุดคือคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำในกรุงเทพมหานคร
ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมริมทะเลหัวหินมีจำนวนโครงการเหลือขายมากที่สุด แต่หากเทียบจากจำนวนหน่วยเหลือขาย กลับพบว่า คอนโดมิเนียมริมทะเลหัวหินมีหน่วยขายเหลือเพียงร้อยละ 10 เท่ากันกับคอนโดมิเนียมริมทะเลในภูเก็ตซึ่งมีจำนวนหน่วยเหลือขายน้อยกว่าพื้นที่อื่น
ราคาขายคอนโดริมน้ำมือสอง สูงสุดที่ภูเก็ต 2.78 แสนบาท/ตร.ม.
คอนโดมิเนียมริมทะเลภูเก็ต อยู่ในทำเลที่ดี แม้ว่าจะมีการพัฒนาโรงแรมที่หนาแน่นก็ตาม แต่กลับมีอัตราการเติบโตของราคา ตลาดบ้าน/คอนโดมิเนียมมือสองสูงที่สุดที่ 11.2% ในปี 2566 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 13.7%
คอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยากรุงเทพมหานคร ปี 2566 มีอัตราการเติบโตของราคาตลาดบ้าน/คอนโดมิเนียมมือสอง อยู่ที่ 4.5% เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ 30.8%
คอนโดมิเนียมริมทะเลพัทยา ปี 2566 มีอัตราการเติบโตของราคาตลาดบ้าน/คอนโดมิเนียมมือสอง อยู่ที่ 3.0% เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ 19.5%
คอนโดมิเนียมริมทะเลหัวหิน มีอัตราการเติบโตของราคาตลาดบ้าน/คอนโดมิเนียมมือสอง ที่น้อยที่สุดที่ 2.8% เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ 12.3%
ช่วงราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมริมน้ำ/ริมทะเลในประเทศไทยขยับสูงขึ้น
-บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยากรุงเทพมหานครมีช่วงราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 91,415 ถึง 249,742 บาท ต่อ ตารางเมตร
-บริเวณริมหาดพัทยามีช่วงราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 68,854 ถึง 228,455 บาท ต่อ ตารางเมตร
-บริเวณริมหาดหัวหินมีช่วงราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 71,610 ถึง 189,702 บาท ต่อ ตารางเมตร
-บริเวณริมหาดภูเก็ตมีช่วงราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 109,545 ถึง 278,821บาท ต่อ ตารางเมตร
เปิดโซนคอนโดริมน้ำยอดนิยม เจริญกรุงมาแรง
สำหรับพื้นที่ที่อยู่อาศัยบริเวณริมแม่น้ำ/ทะเล ในประเทศไทย ที่มีความต้องการและเหมาะสมแก่การลงทุนตั้งอยู่ในพื้นที่ที่นิยมของแต่ละจังหวัด ประกอบด้วย 4 โซน ดังนี้
1. โซนเจริญกรุง - นราธิวาส - พระราม 3 (กรุงเทพฯ)
2. บริเวณวงอมาตย์ (พัทยา)
3. บริเวณเขาตะเกียบ (หัวหิน)
4. บริเวณในทอน (ภูเก็ต)
โดยบริเวณดังกล่าวมีความนิยมในการอยู่อาศัยค่อนข้างสูงอันเนื่องมาจากสถานที่ตั้งดังกล่าวอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก และเป็นแหล่งรองรับทั้งการท่องเที่ยวและอยู่อาศัยในช่วงวันหยุดยาวหรือสุดสัปดาห์ สะท้อนได้จากความต้องการในแต่ละบริเวณที่มีอยู่ตลอดเพราะมีอัตราการขายที่สูง
ในส่วนของราคาขายโครงการในแต่ละบริเวณเปรียบเทียบในช่วงปี 2022 และ 2023 มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น และคาดว่าอนาคตราคาขายของโครงการในบริเวณที่นิยมดังกล่าวจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการกราฟจะแสดงถึงอัตราการเติบโตของกลุ่มโครงการที่มีการขายแบบคอนโดมิเนียมมือสอง
แนวโน้มในอนาคต ดีมานด์-ซัพพลายขาดสมดุล นิยมแค่บางกลุ่ม
ปัจุบันการเติบโตของตลาดคอนโดมิเนียมที่อยู่บริเวณริมน้ำ/ริมทะเลมีพื้นที่เหลืออยู่อย่างจำกัดสำหรับการพัฒนาโครงการในอนาคต ที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้เป็นสินทรัพย์ที่น่าดึงดูดใจแก่ผู้ซื้อ และเป็นหนึ่งในตัวเลือกอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุดเทียบเท่ากับคอนโดมิเนียมที่อยู่ใน บริเวณ Prime area
ในปี 2567 ความไม่สมดุลของอุปทานและอุปสงค์ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป อุปทานคอนโดมิเนียมบริเวณริมน้ำยังคงตึงตัวเนื่องจาก พื้นที่การพัฒนาที่จำกัด ความต้องการคอนโดมิเนียมริมน้ำยังเป็นเพียงเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น
โดยกลุ่มที่สนใจและต้องการซื้อค่อนข้างมีน้อย สะท้อนได้จากหน่วยขายคงเหลืออยู่ในปัจจุบันอีกทั้งอัตราการเติบโตยังถือว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตในตลาด
อย่างไรก็ดี อนาคตข้างหน้าคอนโดมิเนียมบริเวณริมน้ำจะเป็นโครงการที่หายากมากขึ้นและในช่วงเวลานั้นเองอาจส่งผลให้โครงการสามารถทำราคาขายได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในอนาคตหากมีโครงการริมน้ำ/ริมทะเลเกิดขึ้น กลุ่มผู้ซื้อยังคงมีความต้องการและเลือกที่อยู่อาศัยบริเวณริมน้ำที่เปรียบเหมือนบ้านพักตากอากาศโดยเลือกตามไลฟ์สไตล์เฉพาะของผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของในโครงการดังกล่าวนั