โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

ระวัง ! ‘Wi-Fi ฟรี’ ขโมยข้อมูลเราได้ !?

BT Beartai

อัพเดต 27 มิ.ย. 2565 เวลา 15.04 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2565 เวลา 15.03 น.
ระวัง ! ‘Wi-Fi ฟรี’ ขโมยข้อมูลเราได้ !?

นี่คือ beartai Originals กับเรื่องราวที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้กับโลกอินเทอร์เน็ต รู้หรือไม่ครับว่า เวลาเราเดินทางไปไหนมาไหน ก็มักจะได้พบกับ ‘Wi-Fi’ ที่ใช้งานกันแบบฟรี ๆ ตามที่สาธารณะ! แต่ก็เพราะว่ามันฟรีนี่แหละครับ เลยทำให้เหล่าแฮกเกอร์ หรือผู้ไม่ประสงค์ดีเนี่ย เข้ามาหาโอกาสขโมยข้อมูลต่าง ๆ ทั้งส่วนตัวและไม่ส่วนตัวของเราได้ง่าย ๆ เลยนะครับ แล้วแฮกเกอร์เหล่านี้สามารถขโมยข้อมูลของเราไปได้อย่างไร วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกันครับ

การโจมตีแบบ Man-in-the-Middle

การขโมยข้อมูลเหล่านี้สามารถทำได้ 4 วิธีด้วยกันครับ โดย 2 วิธีแรกก็จะมีพื้นฐานบนวิธีเดียวกัน นั่นคือการโจมตีแบบ Man-in-the-Middle หรือ MitM ครับ วิธีนี้ เหล่าแฮกเกอร์จะเข้ามาแทรกกลางการสื่อสารระหว่างผู้เข้าร่วม 2 คน แทนที่จะเป็นการแชร์ข้อมูลโดยตรงระหว่างเซิร์ฟเวอร์ กับผู้ใช้ครับ

การโจมตีผ่าน Packet Sniffing

วิธีแรกก็คือ Packet Sniffing ครับ ถึงชื่อแปลกันตรง ๆ ว่า ‘การดมแพ็กเก็ต’ อาจจะดูตลกไปสักหน่อย แต่บอกเลยว่าการทำงานของมันไม่ได้ตลกอย่างที่คิดแน่ ๆ เพราะว่าวิธีนี้ จะช่วยให้แฮกเกอร์ดึงข้อมูลที่อยู่ในอากาศแล้วเอามาวิเคราะห์ ขโมยข้อมูลได้เลย

แฮกเกอร์จะใช้อุปกรณ์รับเอาแพ็กเก็ตข้อมูล (ชุดข้อมูลที่ส่งจากอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านทางเครือข่าย) ผ่านเครือข่ายที่ไม่ได้เข้ารหัส แล้วนำข้อมูลทั้งหมดนั้นมาวิเคราะห์ผ่านโปรแกรม ซึ่งวิธีนี้ ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ยุ่งยาก แถมบางครั้งก็ไม่ได้ผิดกฎหมายด้วยนะ คนที่ทำงานเป็น IT Support ก็ใช้โปรแกรมดมแพ็กเก็ตมาหาจุดบกพร่องในเครือข่าย เพื่อหาช่องโหว่ และแก้ไขได้ทัน เพื่อไม่ให้ข้อมูลรั่วไหล แต่แฮกเกอร์ก็เอาไปหาประโยชน์ได้เหมือนกัน โดยดูดข้อมูลจำนวนมากมาไว้กับตัว จากนั้นก็สแกนหาข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เช่น รหัสผ่านไป

วิธีการป้องกันจาก Packet Sniffing

การ Packet Sniffing นั้นป้องกันไม่ยากมากครับ เพียงแค่เราเข้าเว็บไซด์ที่มีความปลอดภัยก็พอแล้วครับ ทุกเว็บไซต์มีวิธีการเข้ารหัสของตัวเอง สังเกตได้จากการกดดูที่รูปกุญแจเวลาเข้าเว็บไซต์ หรือดูที่ลิงก์ของเว็บไซต์ ถ้าเกิดว่าเป็นลิงก์ที่เป็น ‘HTTPS’ นั่นแปลว่าเว็บไซต์นั้นมีการเข้ารหัสบ้างแล้ว (เว็บไซต์ของแบไต๋เองก็เข้ารหัสแล้วนะ !)

อีกอย่างก็คือ เบราว์เซอร์ส่วนใหญ่จะมีข้อความเตือนถ้าเราเข้าเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย เพราะงั้น ถ้าเจอข้อความแบบนั้น ก็อย่าเข้าเว็บไซต์นั้นเด็ดขาดนะครับ ! และสามารถใช้ VPN เพื่อเข้ารหัสการเชื่อมต่อฝั่งผู้ใช้อีกขั้นได้ครับ

วิธีไซด์แจ็กกิ้ง (Session Hijacking)

อีกวิธีก็คือ Session Hijacking หรือแปลตรง ๆ ได้ว่าเป็น ‘การจี้เซสชัน’ ครับ ซึ่งจะรับข้อมูลผ่าน Packet Sniffing แต่แทนที่จะใช้ข้อมูลย้อนหลัง แฮกเกอร์จะขโมยข้อมูลแบบเรียลไทม์เลย แถมยังเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยบางอย่างได้ด้วย

เพราะว่าข้อมูลการล็อกอินไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ของเรามักถูกส่งต่อผ่านเครือข่ายเข้ารหัส และยืนยันผ่านข้อมูลบนฐานข้อมูลบนเว็บไซต์ แล้วก็จะส่งการล็อคอินกลับมาผ่านคุกกี้ มายังอุปกรณ์ของเรา แม้ข้อมูลหรือการเชื่อมต่อจะเข้ารหัสไว้แล้ว แต่ปกติ คุกกี้มักจะไม่ได้เข้ารหัสเอาไว้ แฮกเกอร์สามารถเข้าไปขโมย เอาเซสชันการล็อกอินของเราไปทั้งก้อน แล้วก็เอาไปใช้เข้าถึงบัญชีที่เป็นของผู้ใช้ได้อย่างง่ายดาย

บางครั้ง แฮกเกอร์ก็ส่งมัลแวร์เพื่อดักจับพาสเวิร์ดได้ด้วย แถมวิธีนี้ยังสามารถขโมยข้อมูลที่มากจนขโมยตัวตนของเราได้เลย อย่างข้อมูลในโซเชียลมีเดียของเราที่ลงไว้ โดยแฮกเกอร์จะชอบขโมยผ่าน Wi-Fi สาธารณะใหญ่ ๆ เป็นพิเศษ เพราะมีคนเชื่อมต่อเยอะ เวลาที่ขโมยมาแต่ละครั้ง ก็ได้จะได้ข้อมูลมามากมายพร้อม ๆ กันเลย

วิธีป้องกันตัวจาก Session Hijacking

วิธีป้องกันก็จะคล้าย ๆ กับวิธีอื่น ๆ เช่นการเข้าเว็บไซต์ที่เข้ารหัส และใช้งาน VPN ร่วมด้วยนั่นเอง และเพื่อให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ให้ตรวจสอบให้แน่ใจทุกครั้งเมื่อจะเลิกใช้ Wi-Fi ฟรีแล้ว ต้องทำการล็อกเอาท์ให้เรียบร้อยด้วย ไม่งั้นแฮกเกอร์จะสามารถขโมยเอาเซสชันของเราไปใช้ต่อได้ ส่วนในโซเชียลมีเดีย ให้เราตรวจสอบตำแหน่งที่เราล็อกอินเอาไว้ ถ้าเกิดว่ามันไม่คุ้นมาก ก็ให้ล็อกเอาท์ออกไปด้วย

เครือข่าย Wi-Fi ปลอม (Evil Twins)

วิธีต่อไปนี้เป็นวิธีที่เหมือนจะธรรมดา แต่บอกได้ว่าหลอกเราได้ง่าย ๆ เลย กับวิธี การสร้างเครือข่าย Wi-Fi ปลอม หรือ Evil Twins ครับ วิธีนี้ แฮกเกอร์จะใช้การดักจับข้อมูลระหว่างทางแทน คำว่า Evil Twins นี้ก็ตามชื่อเลย เพราะว่ามันคือการตั้งค่า Access Point ใหม่ให้เหมือนกับชื่อเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยจงใจให้ SSID ชื่อเหมือนกับ Wi-Fi สาธารณะอื่น ๆ เช่นถ้าร้านกาแฟตั้งชื่อ SSID ว่า CoffeeShop_WiFi แฮกเกอร์ก็จะตั้งชื่อ SSID ให้เหมือนกันเป๊ะ ๆ เพื่อหลอกให้คนกดเชื่อมต่อเข้าไป พอมีคนกดเชื่อมต่อเข้ามาใช้ WiFi ก็จะโดน แฮกเกอร์ มาดักจับเอาข้อมูลไปง่าย ๆ เลย

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายชื่อที่นิยมนำมาใช้ในการตั้งชื่อของ SSID เช่น home, dlink, linksys เป็นต้น โดยชื่อเหล่านี้มักเป็นชื่อที่มากับเราท์เตอร์จากโรงงาน ทำให้คนที่ไม่ค่อยได้ระวัง ไม่ทันได้สังเกตและเชื่อมต่อเข้าไป ก็จะถูกขโมยข้อมูลได้

วิธีการป้องกันตัวเองจาก Evil Twins

เพราะว่า Evil Twins นั้นเป็นการสร้างชื่อ SSID ของ Wi-Fi ปลอมขึ้นมา ดังนั้นความระมัดระวังของเรา จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันเรื่องนี้ครับ รวมถึงการสอบถามคนรอบข้างเรื่องนี้ เช่นถ้าเราอยู่ที่ร้านกาแฟ ร้านอาหาร สนามบิน หรือสถานที่สาธารณะอื่น ๆ ให้เราลองสอบถามพนักงาน หรือคนดูแลที่อยู่แถวนั้นเรื่องนี้ดู

แต่ถ้าแฮกเกอร์ปลอมชื่อ Wi-Fi ของที่ทำงานของเรา แนะนำให้ลองสอบถามผู้ดูแล หรือฝ่ายไอทีของทางบริษัทดู ในขณะเดียวกัน เราสามารถป้องกันเพิ่มได้ด้วยการใช้ VPN (Virtual Private Network) ซึ่งจะทำให้การเชื่อมต่อของเราเข้ารหัสทั้งบนเว็บไซต์ และผู้ใช้อย่างเรา ๆ เอง ต่อให้โดนขโมยข้อมูลไป ข้อมูลที่ได้ไปก็จะถูกเข้ารหัสและใช้การไม่ได้

การแอบมองข้ามไหล่

วิธีสุดท้ายก็คือ การแอบมองข้ามไหล่ (Shoulder-Surfing) นั่นเองครับ ถึงชื่ออาจจะดูเรียบง่าย และไม่อันตรายมากเท่าวิธีที่ผ่านๆ มา แต่เราก็มักลืมป้องกันตัววิธีนี้อยู่ตลอด ให้ลองนึกถึงเวลาเรากดถอนเงินที่ตู้ ATM เราก็ไม่ควรให้ใครมาแอบมองเราเวลาเรากดรหัสผ่าน เพราะเขาอาจจะขโมยบัตรของเราไปกดเงินได้ง่าย ๆ

ในการใช้ Wi-Fi สาธารณะก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีใครแอบชะโงกดูว่าเรากำลังพิมพ์อะไรอยู่บนอุปกรณ์ของเรา เขาอาจจะแอบขโมยข้อมูลที่เราพิมพ์ไปได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะการพิมพ์รหัสผ่านเข้าเว็บไซต์ที่เป็นส่วนตัว เช่นเว็บไซต์ธนาคาร หรือโซเชียลมีเดีย ใครก็ตามที่แอบดูเราพิมพ์รหัสผ่านก็สามารถเอาข้อมูลไปได้

วิธีป้องกันตัวจากการแอบมองข้ามไหล่

วิธีที่ไม่ได้ทำผ่านอินเทอร์เน็ตแบบนี้ ก็ต้องป้องกันตัวนอกอินเทอร์เน็ตเหมือนกันครับ ขอแค่เราระแวงอยู่เสมอว่าอาจจะมีคนมาแอบมองดูเรา ถ้าไม่มั่นใจในคนรอบข้างก็อย่าทำอะไรที่เป็นส่วนตัว เช่นอ่านข้อมูลที่ละเอียดอ่อน หรือพิมพ์รหัสผ่านสำคัญ

อีกวิธีที่ใช้ได้ผลก็คือการใช้ฟิล์มป้องกันการแอบมอง (ฟิล์มกันเผือกนี่แหละ !) อย่างน้อยฟิล์มนั้นก็จะคอยป้องกันไม่ให้คนรอบข้างมองจอเราจากด้านข้างได้อยู่นะ

ทำไม VPN ถึงใช้ป้องกันวิธีการโจมตีได้หลากหลายแบบ ?

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ หลาย ๆ วิธีเหมือนว่าจะใช้ VPN เพื่อป้องกันได้ แล้วทำไมเป็นอย่างนั้นได้ล่ะ นั่นก็เพราะว่าปัญหาหลักของการใช้ Wi-Fi สาธารณะแล้วโดนแฮกไป คือการที่เครือข่ายเหล่านั้นไม่ถูกเข้ารหัสไว้ ปกติ VPN จะยำข้อมูลส่วนตัวของแต่ละคนให้กระจัดกระจาย จนทำให้อ่านไม่ได้ง่าย ๆ ถ้าไม่มีกุญแจ (decryption key) เข้ามาไข ถ้าเกิดว่าเราใช้ Wi-Fi สาธารณะอยู่แล้ว แนะนำให้เปิดใช้ VPN ไปด้วยจะดีกว่านะ

Wi-Fi ฟรีนั้นมีประโยชน์ก็จริงอยู่ แต่แพนอยากจะแนะนำว่าให้เราใช้งาน Wi-Fi ฟรีเหล่านี้อย่างระมัดระวัง และตื่นตัวอยู่เสมอ ก่อนข้อมูลของเราจะหลุด แล้วจะสายเกินไปครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...