โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดาวรุ่งอาเซียนไม่รอด GDP เวียดนามโตชะลอ เงินเฟ้อพุ่ง4.65%เซ่นน้ำมันแพง

Amarin TV

อัพเดต 05 เม.ย. เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. เวลา 10.45 น.
แม้แต่ดาวรุ่งอาเซียนก็ไม่รอด เวียดนาม GDP Q1 โตชะลอ เงินเฟ้อเร่ง 4.65% เซ่นน้ำมันแพง

เศรษฐกิจเวียดนามในช่วงต้นปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณ “ชะลอความร้อนแรง” ลง แม้ยังคงเติบโตในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค แต่แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ท้าทายเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และความสามารถของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตระดับสองหลักที่ตั้งไว้

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (NSO) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสแรกของปี ซึ่งครอบคลุมช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ขยายตัว 7.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะสูงกว่าระดับ 7.05% ในไตรมาสแรกของปี 2568 แต่ชะลอลงจาก 8.46% ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าโมเมนตัมทางเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรงลง ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและแรงกดดันจากราคาพลังงาน

ขณะเดียวกัน สัญญาณเงินเฟ้อเริ่มเด่นชัดขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 4.65% เมื่อเทียบรายปี เร่งตัวจากระดับ 3.35% ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากต้นทุนการขนส่งที่พุ่งขึ้นถึง 10.81% ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้แรงกดดันด้านค่าครองชีพเริ่มส่งผ่านไปยังทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

พลังงานแพง กดดันเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจ

โครงสร้างเศรษฐกิจของเวียดนามที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 80% ทำให้ประเทศมีความเปราะบางต่อความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อสงครามในอิหร่านซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 ได้รบกวนเส้นทางการขนส่งน้ำมัน ส่งผลให้ราคาพลังงานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากผู้ค้าพลังงานรายใหญ่ของประเทศอย่าง Petrolimex ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามเพิ่มขึ้น 21% ขณะที่ราคาดีเซลพุ่งสูงถึง 84% ซึ่งถือเป็นแรงกระแทกโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและโลจิสติกส์

แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ไม่เพียงผลักดันเงินเฟ้อ แต่ยังส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะสายการบินเวียดนามที่ต้องลดการดำเนินงานลงเพื่อลดต้นทุน ขณะที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบ ทั้งการลดภาษีน้ำมัน การอุดหนุนราคาพลังงาน และการส่งเสริมการทำงานทางไกลเพื่อลดการใช้พลังงาน

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลยังได้พยายามกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน ด้วยการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันทางเลือกจากประเทศผู้ผลิตอื่น เช่น กลุ่มประเทศอ่าว ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลางในระยะยาว

การค้า-อุตสาหกรรมยังโต แต่เริ่มแผ่ว

ในด้านภาคต่างประเทศ แม้เศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดัน แต่การส่งออกยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในเดือนมีนาคม มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 20.1% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 4.644 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ในไตรมาสแรก การส่งออกเพิ่มขึ้น 19.1% เป็น 1.229 แสนล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงบทบาทของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า โดยในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 27.8% สู่ระดับ 4.711 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เวียดนามขาดดุลการค้าในเดือนดังกล่าว 670 ล้านดอลลาร์ และเมื่อรวมทั้งไตรมาสแรก การนำเข้าเพิ่มขึ้น 27.0% เป็น 1.26 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกิดการขาดดุลสะสม 3.64 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

ในภาคการผลิต ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคมขยายตัว 6.9% เมื่อเทียบรายปี แม้ยังอยู่ในระดับบวก แต่ชะลอลงจาก 8.6% ในเดือนเดียวกันของปีก่อน บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่เริ่มกระทบต่อกิจกรรมการผลิต

ในขณะเดียวกัน ภาคการบริโภคภายในประเทศยังคงมีสัญญาณบวก โดยยอดค้าปลีกในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 10.9% แสดงถึงอุปสงค์ภายในที่ยังคงมีความยืดหยุ่น แม้เผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

เป้าหมายเติบโต 10% ยังอยู่ แต่ความเสี่ยงเพิ่ม

แม้เผชิญความท้าทายจากหลายด้าน รัฐบาลเวียดนามยังคงยืนยันเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 10% ในปี 2569 โดยนายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ระบุว่าจะเดินหน้ามาตรการเชิงรุก ทั้งการเพิ่มการลงทุนภาครัฐ การกระจายตลาดส่งออก และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งทรัพยากรเพียงบางภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติยอมรับว่า “แรงกดดันจากต้นทุนปัจจัยการผลิตและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเงินเฟ้อยังคงอยู่ และเป็นความท้าทายต่อการบริหารเศรษฐกิจ” โดยผู้อำนวยการ NSO เหงียน ถิ หือง ระบุว่า เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 สถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามยังคงเผชิญอุปสรรคหลายประการ และการบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ยังคงเป็น “ความท้าทายขนาดใหญ่”

ในอีกด้านหนึ่ง แม้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไตรมาสแรกจะเพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบรายปี เป็น 5.41 พันล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือมูลค่าการลงทุนที่ให้คำมั่น (pledges) ซึ่งสะท้อนกระแสเงินลงทุนในอนาคต เพิ่มขึ้นถึง 42.9% เป็น 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงมีต่อเศรษฐกิจเวียดนามในระยะกลางถึงยาว

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเวียดนามยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศยังคงเผชิญข้อจำกัด จุดอ่อน และความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะแรงกดดันจากการบริหารเศรษฐกิจมหภาค และความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในปัจจุบัน

ที่มา: Nikkei Asia

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...