โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทีทีบี ลิสซิ่ง ใช้ AI ดันกลุ่มฐานรากเข้าถึงสินเชื่อตั้งเป้าผงาด Top 3

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 14 พ.ค. เวลา 10.11 น.

ทีทีบี ลิสซิ่ง ปฏิวัติสินเชื่อรถจักรยานยนต์ นำ Data และ AI ช่วยกลุ่มอาชีพอิสระและฐานรากเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น อนุมัติไวผ่านระบบออนไลน์ ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ Top 3 ของตลาดภายในปี 2572

14 พ.ค. 2569 นายมงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีบี ลิสซิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า ทีทีบี ลิสซิ่งเป็นบริษัทร่วมทุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี โดย บริษัททีทีบี คอนซูเมอร์ จำกัด และ เอ็มบีเค โดย บริษัท เอ็มบีเค เอฟไอเอ็มบี โฮลดิ้ง จำกัด ที่มีเป้าหมายใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และมาตรฐานการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและขยายโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งการเติบโตจะไม่ได้วัดจากปริมาณการปล่อยสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการ ธรรมาภิบาล และความสามารถในการดูแลลูกค้าในระยะยาวควบคู่กันไป

“บริษัทตั้งเป้าขึ้นสู่ ท็อป 3 ของตลาดภายในปี 2572 จากเดิมที่อยู่ในอันดับ 6 ซึ่งทีทีบี ลิสซิ่งไม่ได้เป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด แต่อยู่มานาน 20 ปีในนาม ทีลิสซิ่ง จึงถือเป็นการต่อยอดจากฐานธุรกิจของทีลีสซิ่งเดิมที่มีอยู่แล้ว หากมีส่วนแบ่งตลาดแตะระดับประมาณ 10% ก็จะมีโอกาสก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มผู้นำได้”

นายมงคล กล่าวว่า ทีทีบี ลิสซิ่งโฟกัสที่สินเชื่อรถจักรยานยนต์เป็นหลัก เนื่องจากมองว่าตลาดดังกล่าวยังมีโอกาสเติบโต และเป็นกลุ่มที่ลูกค้าจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะลูกค้าฐานรากที่ต้องใช้รถจักรยานยนต์เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพและสร้างรายได้

“จุดแข็งสำคัญของบริษัท ไม่ได้อาศัยเพียงเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้ แต่จะใช้ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนเงินทุน เทคโนโลยี ข้อมูลลูกค้า และระบบบริหารความเสี่ยงเข้ามาช่วยออกแบบข้อเสนอที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยการกำหนดราคาจะพิจารณาตามลักษณะผลิตภัณฑ์และความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่รถขนาดเล็กไปจนถึงบิ๊กไบก์”

นายมงคล กล่าวอีกว่า ปัจจุบันตลาดรถจักรยานยนต์มียอดขายรวมประมาณ 1.7 ล้านคัน เป็นยอดเช่าซื้อประมาณ 70% (ราว 1.2 ล้านคัน) คิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 90,000 - 100,000 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าเพิ่มขึ้นจากในอดีตเนื่องจากราคารถที่สูงขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้รถเกียร์อัตโนมัติมากขึ้น

ปัจจุบันจะมีผู้เล่นรายใหญ่ครองส่วนแบ่งอยู่แล้ว แต่ยังมีพื้นที่ในการเติบโตจากการวางตำแหน่งเป็นผู้ให้บริการที่เข้าใจตลาด มีวินัยด้านความเสี่ยง และสามารถผสานจุดแข็งของพันธมิตรหลายฝ่ายเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยเชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้บริษัทขยับขึ้นสู่กลุ่มผู้นำของตลาดในช่วง 3 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ดี บริษัทมีกลยุทธ์สำคัญ 4 ประการ คือ

  • ความเข้าใจกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าอิสระ เช่น พ่อค้าแม่ค้า และโดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นกลุ่มที่บริษัทมีความเข้าใจความต้องการเป็นอย่างดี

  • การนำ Data และ AI มาใช้: ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมาทำ Credit Scoring เพื่อพิจารณาลูกค้าแต่ละกลุ่มให้เหมาะสมและเปลี่ยนรูปแบบการอนุมัติจากกระดาษมาเป็น ระบบออนไลน์ เพื่อความรวดเร็วและยืดหยุ่น ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน

  • ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการ: ขยายสินเชื่อให้ครบทุกประเภท ได้แก่:

  • รถจักรยานยนต์ทั่วไป: สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพ

    • รถ EV: แม้ยอดจดทะเบียนปีก่อนจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 คัน จากทั้งหมด 1.7 ล้านคัน แต่บริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตหากราคาน้ำมันยังคงสูงขึ้น
    • Big Bike: เจาะกลุ่มลูกค้าไลฟ์สไตล์ที่มีกำลังซื้อสูง
  • การขยายเครือข่ายทั่วประเทศ: เพิ่มพันธมิตรดีลเลอร์ (Dealer) เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งเดิมของ TTB ที่นำมาต่อยอด

นายมงคล กล่าวอีกว่า บริษัทมุ่งเน้นการช่วยเหลือและรักษาฐานลูกค้าในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยปฏิบัติตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับดูแลด้วยการให้ความช่วยเหลือลูกค้าเพื่อให้สามารถรักษาการครอบครองรถจักรยานยนต์ไว้ใช้ได้ โดยมีมาตรการต่างๆ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้และการยืดระยะเวลาชำระหนี้ เพื่อให้ยอดผ่อนชำระสอดคล้องกับความสามารถของลูกค้าและช่วยให้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระได้จริง

“บริษัทดำเนินมาตรการช่วยเหลือเหล่านี้มาตั้งแต่ก่อนที่แบงก์ชาติจะมีเกณฑ์ออกมาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเข้าใจถึงความจำเป็นของลูกค้าที่ต้องใช้รถจักรยานยนต์ในการประกอบอาชีพและใช้ในครอบครัว”

อย่างไรก็ดีบริษัทยังพิจารณาถึงความสามารถในการจ่ายของลูกค้ากลุ่มอาชีพอิสระ เช่น ไรเดอร์หรือวินมอเตอร์ไซค์ โดยมองว่าหากเป็นรถเล็กที่มีค่างวดไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน (หรือประมาณวันละ 100 บาท) ลูกค้ายังคงสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้แม้จะเผชิญกับภาวะค่าครองชีพหรือราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

“การก้าวเข้าสู่ตลาดของทีทีบี ลิสซิ่ง มาพร้อมกับการยึดถือมาตรฐานด้าน Compliance และความโปร่งใส ซึ่งเป็นจุดแข็งเดิมของธนาคารทีทีบี บริษัทแม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากขึ้น”

นายมงคลกล่าวอีกว่า ปีแรกของการดำเนินธุรกิจของ ทีทีบี ลิสซิ่ง อย่างเต็มรูปแบบ บริษัทตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างไว้ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท และคาดว่าภายใน 3 ปี จะขยายขึ้นสู่ระดับ 9,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่เชื่อว่าจะช่วยผลักดันบริษัทสู่เป้าหมายอันดับ 3 ได้

ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ บริษัทได้ปรับปรุงโมเดลการอนุมัติและบริหารความเสี่ยงจนมีเสถียรภาพมากขึ้น และเชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมคุณภาพพอร์ตได้ดี โดยมองว่าความเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริงจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงหนี้เสียในระยะยาว

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...