โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คดีแม้วพ่นพิษ!ปปช.ฟันสุภา

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 5.06 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กสม.เผยผลตรวจสอบคุกวีไอพี ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน “ทักษิณ” เตรียมเฮได้ปลดกำไลอีเอ็มระหว่างคุมประพฤติ หากอ้างปัญหาสุขภาพ พร้อมลุ้นฎีกา พระราชทานอภัยโทษ “ป.ป.ช.” ซุ่มเงียบมีมติเสียงข้างมากชี้มูลความผิด 4 ข้อหาหนัก “สุภา ปิยะจิตติ” อดีตรองปลัดคลังละเว้นอุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 1.7 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พ.ค.2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงถึงผลประชุม กสม. ในกรณีชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมราชทัณฑ์ตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2568 และพบห้องลับที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษ (วีไอพี) เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ ว่า กสม.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า การให้ผู้ต้องขังใช้ห้องวีไอพีมักเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดราชการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวนน้อย ประกอบกับห้องวีไอพีเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้บริหาร ทำให้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยจำกัด ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบภายในไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวสันต์กล่าวอีกว่า การที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคน ส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระสำคัญเดียวกันที่แตกต่างออกไป ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ Mandela Rules ให้การรับรองและคุ้มครองไว้ และเมื่อการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวมิได้กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงรับฟังได้ว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กรณีนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเห็นควรส่งรายงานผลการตรวจสอบฉบับนี้ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้ประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

“กสม.ยังมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงยุติธรรม ให้เร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พ.ย.2568 รวมทั้งให้รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินการต่อสาธารณชนเป็นระยะ และให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ขยายผลการดำเนินการในลักษณะเดียวกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง เพื่อขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและพฤติกรรมที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ด้วย”

สำหรับความคืบหน้ากรณีคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไป และพ่วงเงื่อนไขติดกำไลอีเอ็มจนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.2569 นั้น

ลุ้นไม่ใส่กำไลอีเอ็ม

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรมระบุว่า โดยปกติแล้วที่ผ่านมาผู้ต้องขังเด็ดขาดสูงวัยที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี และได้รับการพักการลงโทษมักไม่ถูกเงื่อนไขต้องติดกำไลอีเอ็ม เนื่องจากมักจะประสบปัญหาด้านสุขภาพและการรักษาการพยาบาล แต่กรณีนายทักษิณ เป็นการหารือกันภายในคณะอนุกรรมการฯ และมีมติออกมาจนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย. แต่ตามหลักการแล้วผู้ถูกคุมความประพฤติยังสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับการพิจารณาปลดกำไลอีเอ็มได้ โดยเฉพาะหากภายหลังจากติดกำไลอีเอ็มไปแล้วระยะหนึ่งเกิดอุปสรรคในเรื่องของการต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล หรือเผชิญปัญหาเรื่องสุขภาพจิตใจ ซึ่งก็จะเป็นดุลพินิจของกรมคุมประพฤติ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ หรือต้องขอเอกสารประกอบการพิจารณาอย่างไรหรือไม่ก่อนปลดกำไลอีเอ็ม

ทั้งนี้ ระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือน นายทักษิณจะไปเป็นที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือที่ปรึกษาของนักการเมืองหรือบอร์ดใดๆ ได้หรือไม่นั้น ตามระเบียบการพักการลงโทษแล้วไม่ได้ระบุห้ามไว้ จึงเป็นเรื่องของระเบียบและข้อบังคับของต้นทางมากกว่า ว่าได้กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามไว้หรือไม่ และแม้นายทักษิณจะถูกคุมประพฤติอีก 4 เดือนจนกว่าจะพ้นโทษ แต่ในอนาคตยังมีโอกาสได้พ้นโทษก่อนกำหนด เพราะผู้ต้องขังทั่วประเทศ ไม่ว่าจะที่อยู่ภายในเรือนจำ หรือที่รับโทษจำคุกมาสักระยะหนึ่ง และเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย หรือเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการคุมประพฤตินั้น จะได้รับการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป หรืออภัยโทษหมู่ที่มักจะเกิดขึ้นในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งในกรณีของนายทักษิณ หากต้องพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย. ก็ต้องรอดูพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปได้เช่นเดียวกัน ในวันที่ 3 มิ.ย.2569 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี หรือวันที่ 28 ก.ค.2569 วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 หรือวันที่ 12 ส.ค.2569 วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (วันแม่แห่งชาติ)

ทั้งนี้ นายทักษิณเหลือเวลาคุมประพฤติเพียง 4 เดือน ถือว่าโทษต่ำและเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย จึงเข้าข่ายว่าหากมีพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ก็จะเข้าเกณฑ์ได้พ้นโทษทันที ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 9 ก.ย.แต่อย่างใด

ป.ป.ช.ฟัน 'สุภา'

วันเดียวกัน มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 28 เม.ย. ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการพิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ชี้มูลความผิดและใกล้ขาดอายุความ โดยมีกรรมการ ป.ป.ช. 8 คนเข้าร่วมประชุม มีวาระลงมติสำนวนการไต่สวนที่กล่าวหา น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ช่วงดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน) กับพวก กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ตามคดีของ ป.ป.ช. คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิ.ย.2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง

โดยที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติ 4:3 (นายประภาศ คงเอียด กรรมการ ป.ป.ช. ขอถอนตัวในการลงมตินี้ และมติเสียงข้างน้อย 3 เสียงคือ นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง, นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ และนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์) ชี้มูลความผิด น.ส.สุภากับพวก พร้อมส่งสำนวนดังกล่าวให้พนักงานพนักงานอัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายไปแล้ว

ทั้งนี้ ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติให้แยกข้อกล่าวหาไว้อีกสำนวนหนึ่ง คือกรณีที่เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการออกหมายเรียกนายทักษิณ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอีกรายหนึ่งมาทำการตรวจสอบไต่สวนเพื่อทำการประเมินภาษีภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบรายการภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการกล่าวหาใหม่อีกหนึ่งเรื่อง

สำหรับกรณีนี้เป็นผลพวงจากคำวินิจฉัยคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 กรณีการซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปจากบริษัทแอมเพิลริช ที่นายทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง โดยการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางโดยมิได้หยิบยกกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้ที่มีชื่อในหนังสือสำคัญ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร มาเป็นเหตุผลประกอบการพิจารณาว่าจะอุทธรณ์หรือไม่นั้น ต่อมาปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2560 กรมสรรพากรได้ทำการประเมินภาษีบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือนายทักษิณ ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด.12) เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท นายทักษิณได้อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง แม้ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ยกฟ้องนายทักษิณโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้นายทักษิณมีหน้าที่จะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่กรมสรรพากร แต่จนถึงปัจจุบันนี้ได้มีการบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ และระยะเวลาในการบังคับชำระภาษีจะสิ้นสุดลงในเวลาอันใกล้นี้

แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.ระบุอีกว่า ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ รวมทั้ง น.ส.สุภา ได้ยกขึ้นต่อสู้ว่าแม้จะไม่มีการอุทธรณ์คดีของศาลภาษีอากรกลางที่นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาเป็นโจทก์ แต่เมื่อต่อมาได้มีการประเมินภาษีนายทักษิณและศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้องนายทักษิณดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าการไม่อุทธรณ์ก็มิได้ทำให้รัฐเสียหายหรือเสียประโยชน์แต่อย่างใด แต่ ป.ป.ช.ฝ่ายเสียงข้างมากเห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ดำเนินการอุทธรณ์คดีไปก่อน ย่อมถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 และเกิดความเสียหายต่อรัฐแล้ว เพราะหากมีการอุทธรณ์คดีและศาลฎีกาอาจมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยยกเหตุผลว่าการประเมินภาษีต่อนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา เป็นการใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยไว้ ก็จะทำให้รัฐชนะคดี ส่งผลให้นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ต้องชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากร ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำการประเมินภาษีต่อนายทักษิณอีกต่อไป

“การกระทำของนางสาวสุภาและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกรมสรรพากร จึงมีมูลว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาในฐานความผิดดังนี้ 1.ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากรฯ โดยทุจริต เรียกเก็บหรือกระทำ/ไม่กระทำการเพื่อให้ผู้เสียภาษีนั้นมิต้องเสียหรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154) 2.ความฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157) 3.ความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ 4.เป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง 5.ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน เหตุเกิดระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 2 พฤษภาคม 2554 สถานที่เกิดเหตุ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เขตพญาไท กทม.”.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...