โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

สั่งฟันวินัยร้ายแรง ‘นาวาเอก’ ให้ยืมรถหลวงยิง ‘สส.พรรคประชาชาติ’

เดลินิวส์

อัพเดต 13 เมษายน 2569 เวลา 20.22 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สั่งฟันวินัยร้ายแรง–ดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พลโทนราธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พันเอกมานะ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และ พลตำรวจตรีประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร่วมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อชี้แจงความคืบหน้าและข้อเท็จจริงเหตุการณ์ กรณีการนำรถยนต์ของทางราชการในสังกัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส ไปใช้ในการก่อเหตุถล่มยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ส่งผลทำให้ คนขับรถ และ ผู้ติดตาม ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบริเวณหน้าบ้านพัก หมู่ 9 ถนนเพชรเกษม ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชน

พลโทนราธิป เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุการณ์ มิได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และเน้นย้ำให้การสืบสวนสอบสวน ต้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว รอบด้าน และเกิดความชัดเจนในทุกมิติ ทั้งนี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงยึดมั่นในหลักการสำคัญคือ “ไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด” ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดก็ตาม หากพบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบคำสั่งของทางราชการ จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด

สำหรับการดำเนินคดีในขณะนี้ หน่วยงานได้บูรณาการการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด ทั้งการสนับสนุนกำลังพล การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการร่วมปฏิบัติในกระบวนการสืบสวนสอบสวน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้การคลี่คลายคดีมีความคืบหน้าไปมาก จนนำไปสู่การติดตามผู้กระทำผิด เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ยังกล่าวถึง มาตรการตรวจสอบภายในว่า ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาการกระทำของเจ้าหน้าที่ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและตอบคำถามข้อสงสัยของสังคมได้อย่างโปร่งใส โดยยืนยันว่าทุกขั้นตอนดำเนินการภายใต้หลักนิติธรรมและสามารถตรวจสอบได้ และเน้นย้ำว่า “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก เรามุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานของหน่วยงาน และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน เพื่อให้ความสงบสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

ด้าน พ.อ.มานะ เผยว่า ผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ด้านข้อมูลยานพาหนะ รถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ คือ รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ หมายเลขทะเบียน ญจ 6847 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถในงานธุรการของ กอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส (มีรถรวม 12 คัน แบ่งเป็น รถยนต์ 4 คัน และจักรยานยนต์ 8 คัน) ด้านพฤติการณ์ความผิด นาวาเอกมนตรี โตประเสริฐ (หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานบุคคลและส่งกำลังบำรุง) ผู้มีหน้าที่ดูแลรถ ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ อนุญาตให้ เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี ยืมรถไปใช้ส่วนตัวถึง 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายคือวันที่ 16 มี.ค. 2569 ซึ่งเป็นการยืมโดยไม่มีเอกสารอนุมัติและไม่แจ้งสถานที่ใช้งาน ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ กอ.รมน. ว่าด้วยรถยนต์ราชการ พ.ศ. 2553 อย่างร้ายแรง

โดยสามารถแยกความผิดของ นาวาเอกมนตรี ออกเป็น 3 ส่วน ด้านความผิดทางแพ่ง นาวาเอกมนตรี ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของทางราชการทั้งหมด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เนื่องจาก เป็นการกระทำโดยจงใจฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ ด้านความผิดทางวินัย การกระทำของ นาวาเอกมนตรี เข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ฐานละเลยต่อหน้าที่ราชการ และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทางราชการ โดยหน่วยได้ดำเนินการส่งตัว นาวาเอกมนตรี กลับต้นสังกัด และเสนอให้กองทัพเรือดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2457 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออก หรือ ไล่ออกจากราชการ

สำหรับด้านความผิดทางอาญา แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นที่ 1 เป็นไปตามพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนว่านาวาเอกมนตรี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในการยิงนายกมลศักดิ์ หรือไม่ อย่างไร ประเด็นที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส จะต้องจัดผู้แทนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีกับ นาวาเอกมนตรี ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญานั้น มาตรา 151 : ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ (กรณีเอื้อประโยชน์ให้เพื่อนใช้ทรัพย์หลวง) มีอัตราโทษ จำคุก 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือปรับ 100,000 บาท ถึง 400,000 บาท และมาตรา 157 : ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับ ตั้งแต่ 20,000–200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมยืนยันว่า ได้ให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย โดยไม่มีการละเว้นต่อผู้กระทำความผิด เพื่อรักษามาตรฐานของหน่วยงานและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่

ในส่วนของความคืบหน้าคดีและการสืบสวน พลตำรวจตรีประยงค์ ชี้แจงว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุและการตรวจพิสูจน์รถคันดังกล่าวอย่างละเอียด พบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุ โดยคดีมีความคืบหน้าอย่างมาก จากการได้รับความร่วมมือด้านข้อมูลเชิงลึกจาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ทั้งนี้ กำลังเร่งตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ให้ยืมรถกับผู้ก่อเหตุ เพื่อขยายผลจับกุมผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

โดยช่วงท้ายของการแถลง พลโทนราธิป กล่าวเพิ่มเติมว่า ในนามของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอขอบคุณ พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนทุกท่าน ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมรับฟังการแถลงข่าวในวันนี้ ผมขอเน้นย้ำ เพื่อทำความเข้าใจกับทุกท่านอีกครั้งว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็น "การกระทำความผิดเฉพาะตัวบุคคล" ซึ่งมีการนำทรัพยากรของทางราชการไปใช้โดยมิชอบ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในภาพรวมของหน่วยงานแต่อย่างใด

รวบเพิ่มมือขับกระบะยิง ‘สส.กมลศักดิ์’ เปิดปากสารภาพ ใกล้สาวถึงตัวผู้บงการ

สำหรับผู้ที่กระทำความผิด จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ทางหน่วยงานขอยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้อง หรือให้ความช่วยเหลือใดๆ ที่ขัดต่อหลักนิติรัฐและนิติธรรมโดยเด็ดขาด ในขณะเดียวกัน ผมขอเรียนว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มุ่งมั่น และยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จึงใคร่ขอความกรุณาจากพี่น้องสื่อมวลชนและสังคม โปรดทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงว่า กรณีนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล มิได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานในภาพรวม และขอความร่วมมือในการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ

รายงานล่าสุดระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัว นายธนภัทร วัฒนภิญโญ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหามือปืนตามหมายจับได้แล้ว ขณะกำลังพยายามหลบหนีในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยการปฏิบัติการดังกล่าว อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาอีกราย คือ เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี ซึ่งยังอยู่ระหว่างการหลบหนี พร้อมทั้งขยายผลไปยังเครือข่ายและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสั่งการก่อเหตุในครั้งนี้

ท้ายที่สุดนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอยืนยันว่า เราจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และสร้างความสงบสุขให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างเต็มกำลังความสามารถต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...