โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"วีระยุทธ" ถามพิพัฒน์ ทำไมเพิ่งติด GPS รถน้ำมันหลังวิกฤต ขอรัฐบาลออกมาตรการนึกถึงหัวอกประชาชน

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 13.36 น.

"วีระยุทธ" ถามพิพัฒน์ ทำไมเพิ่งติด GPS รถน้ำมันหลังวิกฤต ขอรัฐบาลออกมาตรการนึกถึงหัวอกประชาชน ชี้มีอำนาจปรับภาษี 4 ตัวในมือ อย่าช่วยแต่โรงกลั่น-ปั๊มใหญ่ ต้องเคลียร์ลักลอบน้ำมันเถื่อน ลบข้อครหา ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’

วันที่ 30 มีนาคม 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นกรณีวิกฤตน้ำมันในปัจจุบัน ผ่านรายการ ‘กรรมกรข่าว คุยนอกจอ’ โดยตั้งคำถามต่อศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นประธานว่า เหตุใดจึงเพิ่งสั่งติด GPS เพื่อตรวจสอบเส้นทางรถบรรทุกน้ำมันแบบ real time หลังสถานการณ์ผ่านช่วงวิกฤตรุนแรงไปแล้ว ทำให้เสียโอกาสในตรวจสอบพฤติการณ์กักตุนหรือลักลอบขนส่งน้ำมันในช่วงเวลาโกลาหล

วีระยุทธย้ำว่า นายพิพัฒน์เองเป็นคนเปิดประเด็นว่าจะจับ “ไอ้โม่ง” ในวันที่ 18 มี.ค. แต่หลังการประชุมวันต่อมาที่มีนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล มานั่งหัวโต๊ะกลับออกมาแถลงว่าไม่มีไอ้โม่งแล้ว และชี้ว่าเป็นปัญหาของประชาชนคนธรรมดา หรือที่นายพิพัฒน์เรียกว่า “กองทัพมด” ที่ตื่นตระหนกแห่กักตุนกันเอง จึงไม่สามารถกลบข้อครหาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ได้รับตำแหน่งประธาน ศบก. ได้ นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังดำเนินนโยบายโดยมองจากมุมของกลุ่มธุรกิจใหญ่มากเกินไป แต่ไม่ได้มองจากมุมของคนธรรมดาทั่วไปที่ใช้รถ เกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ หรือคนที่หาเช้ากินค่ำและกำลังเดือดร้อนรุนแรงขึ้นทุกวัน

ในด้านการปรับลดราคาน้ำมัน วีระยุทธชี้ว่าเราต้องลงไปดู “โครงสร้างราคา” ให้ชัดๆ เพื่อจะได้รู้ว่าตรงไหนที่รัฐบาลมีอำนาจจัดการ โดยพบว่ามีตัวเลข 4 ตัวที่รัฐบาลสามารถพิจารณาปรับลดลงชั่วคราวได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า เช่นในกรณีเบนซิน 95 แต่ละลิตร จะมีต้นทุนของภาษีสรรพสามิต 7.50 บาท, ภาษีเทศบาล 0.75 บาท, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ของราคาขายส่ง) 2.92 บาท และเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน 0.05 บาท แต่วีระยุทธก็ย้ำว่า รัฐบาลต้องประเมินร่วมกับผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลด้วย เพื่อให้เพียงพอสำหรับปีงบประมาณ 2569 ซึ่งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัว

ในส่วนของ “ค่าการกลั่น” ที่มีการถกเถียงกันมาก วีระยุทธแสดงตัวเลขให้เห็นว่า ค่าการกลั่นมีการขึ้นแบบก้าวกระโดดชัดเจน จากที่เคยมีค่าเฉลี่ยเพียง 1.71–2.35 บาท ในช่วงปี 2567–68 แต่ในเดือนมีนาคม 2569 นี้ ค่าการกลั่นทะยานขึ้นเป็น 6.46 บาทต่อลิตร จึงเป็นฐานที่ทำให้รัฐบาลสามารถเข้ามาเก็บ “ภาษีลาภลอย” ได้ แต่หากรัฐบาลจะทำ ก็ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะเก็บเงินได้ทันที เพราะต้องไปออกกฎหมายและพิจารณาต้นทุนให้ชัดเจน เงินที่เก็บได้ก็ไม่ได้แปลงกลับมาเป็นส่วนลดให้กับประชาชนได้ในปัจจุบัน จึงควรนับเป็นมาตรการ “ขยักสอง” ไม่ใช่มาตรการที่รัฐบาลทำได้ใน “ขยักแรก” อย่างการปรับภาษีสรรพสามิต

ในช่วงท้ายของรายการ วีระยุทธสอบถามนายพิพัฒน์ว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตลาดน้ำมันไทยปั่นป่วน เกิดจากการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนทางเรือหรือไม่ แต่พิพัฒน์ยืนยันว่า “ไม่มีการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนทางเรือ” เพราะได้ขอความร่วมมือโรงกลั่นน้ำมันและมั่นใจระบบการกำกับดูแลของรัฐ วีระยุทธแย้งว่าคำชี้แจงดังกล่าวขัดกับข้อเท็จจริงที่เราเห็นจากข่าวอยู่เป็นระยะ แม้แต่ในช่วงวิกฤตน้ำมันขาดที่ผ่านมา เพราะน้ำมันเถื่อนที่ลักลอบขนส่งทางเรือเป็นหนึ่งในปัญหาคอร์รัปชันที่คาราคาซังมายาวนาน แต่แทนที่รัฐบาลจะถือโอกาสนี้ลุยแก้ปัญหาจริงจัง กลับยอมรับความผิดปกติให้ดำรงอยู่ต่อไป แนวทางเช่นนี้จึงไม่สามารถลดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...