โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

No Kings! มหากาพย์ประท้วงสั่นคลอนทำเนียบขาว เมื่ออเมริกันชนประกาศ “ประธานาธิบดีไม่ใช่เจ้าชีวิต”

เดลินิวส์

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 17.57 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 10.42 น. • เดลินิวส์
เปิดชนวนเหตุ 8 ล้านคนลงถนน 50 รัฐทั่วสหรัฐ และพันธมิตรทั่วโลก กับข้อเรียกร้องสั่นคลอนเก้าอี้

ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา คำว่า "No Kings" (ไม่เอาเจ้าเหนือหัว) กำลังกลายเป็นสโลแกนที่ทรงพลังที่สุดในศตวรรษที่ 21 เพราะนี่ไม่ใช่การประท้วงไล่ผู้นำธรรมดา แต่มันคือการประกาศเจตนารมณ์ว่า "อเมริกาปกครองโดยกฎหมาย ไม่ใช่โดยบุคคล" นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวเข้าสู่สมัยที่ 2 กระแสความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงจนนำไปสู่การชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มี.ค. มีผู้เข้าร่วมสูงถึง 8 ล้านคนทั่วโลก ครอบคลุมทุกรัฐในอเมริกาและเมืองหลวงสำคัญของโลก เพื่อส่งสัญญาณเตือนว่า"อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน"

เจาะลึกความหมาย "ประธานาธิบดี หรือ กษัตริย์" ??

สัญลักษณ์"No Kings" ที่ผู้ประท้วงใช้ มีนัยสำคัญที่ลึกซึ้งกว่าที่ตาเห็น ทั้งเป็นการ"ปฏิเสธอำนาจเบ็ดเสร็จ" เป็นการวิจารณ์การอ้าง"เอกสิทธิ์คุ้มครองประธานาธิบดี" (Presidential Immunity) ที่ทำให้ผู้นำดูเหมือนอยู่เหนือกฎหมาย และสะท้อนถึง "รากเหง้าประวัติศาสตร์" เพราะหากย้อนกลับไปสู่จิตวิญญาณการปฏิวัติอเมริกาที่แยกตัวจากกษัตริย์อังกฤษ เพื่อย้ำว่าอเมริกาจะไม่มีวันกลับไปมี "ผู้ปกครองคนเดียว" อีก นอกจากนี้ ยังมีการใช้"ไวยากรณ์แห่งการต่อสู้" เพราะการใช้ Kings (พหูพจน์) สื่อว่าพวกเขาไม่ได้ต้านแค่ "ทรัมป์" แต่ต้าน "ระบบ" ที่เอื้อให้ใครก็ตามทำตัวเป็นกษัตริย์ในอนาคต

3 ชนวนเหตุสำคัญ อะไรคือฟางเส้นสุดท้าย?

การประท้วงที่ขยายตัวจากหลักแสนสู่หลักล้าน มีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 3 ประการคือ
1.ความรุนแรงโดยรัฐ
ชนวนเหตุที่สะเทือนใจที่สุดคือการเสียชีวิตของ เรเน กู๊ด และ อเล็กซ์ เพรตตี สองพลเมืองอเมริกันที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงสังหารระหว่างการกวาดล้างผู้อพยพในมินนิโซตา ทำให้รัฐนี้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการต่อต้าน
2.นโยบายต่างประเทศและสงคราม
การเผชิญหน้าทางทหารกับ อิหร่าน ถูกมองว่าเป็นสงครามที่ตอบสนองความทะเยอทะยานส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ
3.วิกฤติปากท้องและสิทธิมนุษยชน
ค่าครองชีพที่พุ่งสูง สวนทางกับการยุบหน่วยงานรัฐ และการลิดรอนสิทธิกลุ่ม LGBTQ+ (โดยเฉพาะกลุ่ม Transgender)

จากเมืองใหญ่สู่ฐานเสียงรีพับลิกัน

สิ่งที่น่าตกใจสำหรับทำเนียบขาวไม่ใช่จำนวนคนในนิวยอร์กหรือแอลเอ แต่คือการที่รัฐฐานเสียงดั้งเดิมของพรรครีพับลิกัน (GOP) เช่น ไอดาโฮ, ไวโอมิง และยูทาห์ มีตัวเลขผู้เข้าร่วมประท้วงเพิ่มขึ้นเกือบ 40% สะท้อนถึงรอยร้าวในกลุ่มผู้สนับสนุนเดิมของทรัมป์เอง ซึ่งการประท้วงครั้งล่าสุด นับว่าเป็นครั้งที่ 3 แล้ว..
-ครั้งที่ 1 วันที่ 14 มิ.ย. 2568 จำนวนผู้เข้าร่วมประมาณ 4-6 ล้านคน ในช่วงวันเกิดทรัมป์
-ครั้งที่ 2 ช่วงเดือน ต.ค. 2568 จำนวนผู้เข้าร่วมประมาณ 7 ล้านคน โดยกระจายตัวทั่วประเทศ
-ครั้งที่ 3 เริ่มวันที่ 28 มี.ค. 2569 จำนวนผู้เข้าร่วมประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งในครั้งนี้เป็นการรวมพลังทั่วโลก
แม้ผลโพลจะระบุว่าชาวอเมริกันกว่าครึ่งยังเห็นด้วยกับนโยบายเนรเทศผู้อพยพ แต่คะแนนนิยมส่วนตัวของทรัมป์ที่ดิ่งลงเหลือ 36% (ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์) คือสัญญาณอันตราย!

ขบวนการ"No Kings" ไม่ใช่แค่การเดินขบวนแล้วจบไป แต่ได้กลายเป็น"โครงสร้างเครือข่ายทางการเมือง" ที่เข้มแข็ง การที่ประชาชนเดินหน้าออกมาสั่นกระดิ่งและตีกลองรอบเนชันแนล มอลล์ พร้อมป้ายข้อความ"วางมงกุฎลงซะ เจ้าตัวตลก" คือภาพสะท้อนว่า สังคมอเมริกันกำลังสู้เพื่อรักษา"รากฐานประชาธิปไตย" ไม่ให้กลายเป็น "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" ในยุคใหม่

สิ่งที่เราต้องจับตาดูให้ดีหลังจากนี้.. คือการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. 69 ที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า พลัง"No Kings" จะเปลี่ยนสนามประท้วงให้กลายเป็นคะแนนเสียงเพื่อหยุดยั้งอำนาจของทรัมป์ได้สำเร็จหรือไม่!..

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...