“สหรัฐ” ผ่อนคลายกฎกัญชาครั้งใหญ่ เขย่าอุตสาหกรรม 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์
"สหรัฐ" เดินหน้าปรับสถานะกัญชาให้มีความเสี่ยงต่ำลง เปิดทางวิจัย ลดข้อจำกัดทางธุรกิจ และเอื้อต่อการเข้าถึงเงินทุน แม้ยังไม่ถูกกฎหมายทั่วประเทศ เขย่าอุตสาหกรรม 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์
วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.54 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่าจะผ่อนคลายข้อจำกัดต่อผลิตภัณฑ์กัญชาบางประเภททันที และเร่งดำเนินการปรับสถานะของกัญชาให้เป็นสารที่มีความอันตรายน้อยลง ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนโยบายยาเสพติดครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
มาตรการดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นทำให้กัญชาถูกกฎหมายทั่วประเทศ แต่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมกัญชามูลค่าราว 47,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งที่ผ่านมาเผชิญข้อจำกัดจากกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง แม้เกือบทุกรัฐในสหรัฐจะอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ และเกือบครึ่งหนึ่งอนุญาตให้ใช้เพื่อสันทนาการแล้วก็ตาม
ภายใต้มาตรการใหม่นี้ ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ จะถูกย้ายจากกลุ่มยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่น เฮโรอีน ไปอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เช่น ยาแก้ปวดทั่วไป คีตามีน และฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน รวมถึงผลิตภัณฑ์กัญชาที่ได้รับการรับรองจาก U.S. Food and Drug Administration ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน
Todd Blanche รักษาการอัยการสูงสุด ระบุว่า รัฐบาลยังจะเร่งดำเนินการในระดับกว้างเพื่อปรับสถานะของกัญชาโดยรวมให้มีความเสี่ยงต่ำลง ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคด้านการวิจัย ลดภาระภาษี และเอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจ
เขากล่าวว่า “การปรับสถานะครั้งนี้จะเปิดทางให้มีการศึกษาด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของกัญชาอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้น และแพทย์มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น”
นโยบายดังกล่าวเป็นผลต่อเนื่องจากคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อเดือนธันวาคมของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งให้ DOJ ผ่อนคลายข้อจำกัดเกี่ยวกับกัญชา
การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมกัญชาในสหรัฐ รวมถึงบริษัทอย่าง Canopy Growth, Tilray Brands และ Trulieve Cannabis ซึ่งนอกจากจำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้ว ยังมีการวิจัยการใช้กัญชาในทางการแพทย์ เช่น การบรรเทาอาการปวด มะเร็ง ความวิตกกังวล และโรคอื่น ๆ
อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มกัญชาในตลาดสหรัฐ แม้จะปรับตัวขึ้น 6–13% หลังข่าวประกาศ แต่ก็ปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่ามาตรการยังมีขอบเขตจำกัด
Irwin Simon ซีอีโอของ Tilray กล่าวว่า การปรับสถานะครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้นโยบายของรัฐบาลกลางเริ่มสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และความต้องการของผู้ป่วย
ปัจจุบัน กัญชายังถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดประเภท Schedule I ซึ่งหมายถึงมีความเสี่ยงสูงและไม่มีการยอมรับทางการแพทย์ ซึ่งถูกวิจารณ์มาอย่างยาวนานว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ข้อมูลระบุว่า 24 รัฐ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ขณะที่ 40 รัฐอนุญาตใช้ทางการแพทย์ และมีเพียง 2 รัฐ ได้แก่ ไอดาโฮ และแคนซัส ที่ยังไม่อนุญาตให้ใช้ในรูปแบบใดเลย
นักวิจัยคาดการณ์ว่ายอดขายกัญชาถูกกฎหมายจะทะลุ 47,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 หลังคำสั่งของทรัมป์ หน่วยงานด้านสุขภาพของสหรัฐฯ ยังเริ่มอนุญาตให้ผู้มีสิทธิ์ในระบบ Medicare ใช้ผลิตภัณฑ์จากกัญชง เช่น CBD ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ทรัมป์ยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ CBD ได้อย่างครบวงจร แต่ยังคงควบคุมสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ
แม้แนวโน้มการผ่อนคลายจะชัดเจนขึ้น แต่ยังมีเสียงคัดค้าน โดยฝ่ายวิจารณ์เตือนว่าการทำให้กัญชาถูกกฎหมายอาจเพิ่มการใช้ในเยาวชน ลดประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนน
Tom Cotton วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน ระบุว่า กัญชาในปัจจุบันมีความเข้มข้นสูงกว่าที่ผ่านมา และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต พฤติกรรมต่อต้านสังคม และอุบัติเหตุร้ายแรง พร้อมมองว่าการปรับสถานะครั้งนี้เป็นก้าวที่ผิดพลาด
ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเตรียมเริ่มกระบวนการรับฟังความเห็นและข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในวันที่ 29 มิถุนายน เพื่อประกอบการตัดสินใจปรับสถานะกัญชาในระดับประเทศต่อไป
อ้างอิง : reuters.com