โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“สหรัฐ” ผ่อนคลายกฎกัญชาครั้งใหญ่ เขย่าอุตสาหกรรม 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 เม.ย. เวลา 10.35 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. เวลา 03.35 น.

"สหรัฐ" เดินหน้าปรับสถานะกัญชาให้มีความเสี่ยงต่ำลง เปิดทางวิจัย ลดข้อจำกัดทางธุรกิจ และเอื้อต่อการเข้าถึงเงินทุน แม้ยังไม่ถูกกฎหมายทั่วประเทศ เขย่าอุตสาหกรรม 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์

วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.54 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่าจะผ่อนคลายข้อจำกัดต่อผลิตภัณฑ์กัญชาบางประเภททันที และเร่งดำเนินการปรับสถานะของกัญชาให้เป็นสารที่มีความอันตรายน้อยลง ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนโยบายยาเสพติดครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

มาตรการดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นทำให้กัญชาถูกกฎหมายทั่วประเทศ แต่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมกัญชามูลค่าราว 47,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งที่ผ่านมาเผชิญข้อจำกัดจากกฎหมายระดับรัฐบาลกลาง แม้เกือบทุกรัฐในสหรัฐจะอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ และเกือบครึ่งหนึ่งอนุญาตให้ใช้เพื่อสันทนาการแล้วก็ตาม

ภายใต้มาตรการใหม่นี้ ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ จะถูกย้ายจากกลุ่มยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่น เฮโรอีน ไปอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เช่น ยาแก้ปวดทั่วไป คีตามีน และฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน รวมถึงผลิตภัณฑ์กัญชาที่ได้รับการรับรองจาก U.S. Food and Drug Administration ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน

Todd Blanche รักษาการอัยการสูงสุด ระบุว่า รัฐบาลยังจะเร่งดำเนินการในระดับกว้างเพื่อปรับสถานะของกัญชาโดยรวมให้มีความเสี่ยงต่ำลง ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคด้านการวิจัย ลดภาระภาษี และเอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจ

เขากล่าวว่า “การปรับสถานะครั้งนี้จะเปิดทางให้มีการศึกษาด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของกัญชาอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้น และแพทย์มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น”

นโยบายดังกล่าวเป็นผลต่อเนื่องจากคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อเดือนธันวาคมของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งให้ DOJ ผ่อนคลายข้อจำกัดเกี่ยวกับกัญชา

การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมกัญชาในสหรัฐ รวมถึงบริษัทอย่าง Canopy Growth, Tilray Brands และ Trulieve Cannabis ซึ่งนอกจากจำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้ว ยังมีการวิจัยการใช้กัญชาในทางการแพทย์ เช่น การบรรเทาอาการปวด มะเร็ง ความวิตกกังวล และโรคอื่น ๆ

อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มกัญชาในตลาดสหรัฐ แม้จะปรับตัวขึ้น 6–13% หลังข่าวประกาศ แต่ก็ปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่ามาตรการยังมีขอบเขตจำกัด

Irwin Simon ซีอีโอของ Tilray กล่าวว่า การปรับสถานะครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้นโยบายของรัฐบาลกลางเริ่มสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และความต้องการของผู้ป่วย

ปัจจุบัน กัญชายังถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดประเภท Schedule I ซึ่งหมายถึงมีความเสี่ยงสูงและไม่มีการยอมรับทางการแพทย์ ซึ่งถูกวิจารณ์มาอย่างยาวนานว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ข้อมูลระบุว่า 24 รัฐ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ขณะที่ 40 รัฐอนุญาตใช้ทางการแพทย์ และมีเพียง 2 รัฐ ได้แก่ ไอดาโฮ และแคนซัส ที่ยังไม่อนุญาตให้ใช้ในรูปแบบใดเลย

นักวิจัยคาดการณ์ว่ายอดขายกัญชาถูกกฎหมายจะทะลุ 47,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 หลังคำสั่งของทรัมป์ หน่วยงานด้านสุขภาพของสหรัฐฯ ยังเริ่มอนุญาตให้ผู้มีสิทธิ์ในระบบ Medicare ใช้ผลิตภัณฑ์จากกัญชง เช่น CBD ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ทรัมป์ยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ CBD ได้อย่างครบวงจร แต่ยังคงควบคุมสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

แม้แนวโน้มการผ่อนคลายจะชัดเจนขึ้น แต่ยังมีเสียงคัดค้าน โดยฝ่ายวิจารณ์เตือนว่าการทำให้กัญชาถูกกฎหมายอาจเพิ่มการใช้ในเยาวชน ลดประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนน

Tom Cotton วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน ระบุว่า กัญชาในปัจจุบันมีความเข้มข้นสูงกว่าที่ผ่านมา และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต พฤติกรรมต่อต้านสังคม และอุบัติเหตุร้ายแรง พร้อมมองว่าการปรับสถานะครั้งนี้เป็นก้าวที่ผิดพลาด

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเตรียมเริ่มกระบวนการรับฟังความเห็นและข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในวันที่ 29 มิถุนายน เพื่อประกอบการตัดสินใจปรับสถานะกัญชาในระดับประเทศต่อไป

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...