โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"ปริญญา" ซัด "ปปช." ยิ่งชี้แจง "คดีศักดิ์สยาม" ยิ่งหนักกว่าเดิม ฟันธงเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ

สยามรัฐ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

วันที่ 24 เม.ย.2569 ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง "คำชี้แจง ปปช. ที่ยกคำร้องศักดิ์สยามฟังขึ้นหรือไม่ และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจริงหรือ? " ระบุว่า

คำชี้แจงของ ปปช. ยาว 5 หน้าในวันนี้ (23 เมษายน 2569) ว่าทำไมจึงเห็นว่าคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” และจึงมีมติยกคำร้อง (ยกคำร้องตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่ ปปช. ไม่ได้แถลง) แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่า คุณศักดิ์สยามให้คนถือหุ้นแทน เป็นคำวินิจฉัยที่ฟังขึ้นหรือไม่? หรือยิ่งชี้แจงแล้วยิ่งหนักกว่าเดิม? มีประเด็นที่สำคัญที่สุดดังนี้ครับ

1. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 1/2567 (17 มกราคม 2567) สรุปว่า “ผู้ถูกร้องยังคงไว้ซึ่งความเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมี นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้ถูกร้องมาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่น“ ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ผู้ถูกร้องคือคุณศักดิ์สยามจึงพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี (ดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในภาพประกอบ)

2. คำชี้แจงในวันนี้ของ ปปช. คือ ข้อเท็จจริงที่ ปปช. ได้วินิจฉัยและมีมติว่า คุณศักดิ์สยาม “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” นั้น ”เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย” มติ ปปช. ”จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ“ (คำชี้แจง ปปช. หน้า 4 ย่อหน้าสอง)
คำถามคือ ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้แล้วว่าคุณศักดิ์สยามเป็นผู้เจ้าของหุ้น 119 ล้าน 5 แสนบาทตัวจริง โดยคุณศุภวัฒน์ “เป็นผู้ถือหุ้นแทน” ทำไม ปปช. จึงเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็น? เพราะการให้คนอื่นถือหุ้นแทนก็คือการปกปิดบัญชีทรัพย์สินมิใช่หรือ? โดยให้คนอื่นถือแทนก็ย่อมแสดงเจตนาปกปิดอยู่แล้ว ทำไม ปปช. จึงเห็นว่า “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน”?

กรณีที่พ้นตำแหน่งเพราะถือหุ้น แล้วไม่มีเจตนาในการปกปิดทรัพย์สิน จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ ทรัพย์สินที่ทำให้พ้นตำแหน่งนั้นเป็นทรัพย์สินในชื่อตัวเองแต่หลงลืมหรือตกหล่นไม่ได้แจ้ง แต่กรณีนี้คือทรัพย์สินตนเองที่ให้คนอื่นถือแทน การให้คนอื่นถือแทนนั้นเป็นการปกปิดทรัพย์สินโดยเจตนาอยู่ในตัวดังที่ได้กล่าวไป แล้ว มติ ปปช. นี้จะไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร?

3. ที่สำคัญเหตุผลที่ ปปช. นำมาชี้แจงว่า คุณศักดิ์สยาม “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน” ซึ่งสรุปได้ 3 ข้อเป็นเหตุผลที่ผมเห็นว่าแปลกประหลาดในทางกฎหมาย ดังนี้คือ

(1) เหตุผลแรก ปปช. ชี้แจงว่า คุณศักดิ์สยาม “เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น” และไม่ปรากฏว่าคุณศักดิ์สยาม “เข้าไปดำเนินการใดๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว” ปปช. จึงเชื่อว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน (คำชี้แจง ปปช. หน้า 4)

การให้คนอื่นถือหุ้นแทนก็ต้องโอนให้อยู่แล้ว และเมื่อโอนให้แล้วก็ต้องให้คนถือหุ้นแทนดำเนินการใดๆ ให้ ปปช. รับฟังเหตุผลเช่นนี้ ปปช. รับฟังจนเอามาสรุปว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินได้อย่างไร? และที่สำคัญในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ไปแล้วว่าการโอนหุ้นเป็นการให้คนรับโอนถือหุ้นแทน!

(2) เหตุผลที่สอง คุณศักดิ์สยามชี้แจง ปปช. ว่าคุณศุภวัฒน์ “ไม่ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” คุณศักดิ์สยามจึงไปฟ้องศาลแพ่ง (ศาลนนทบุรี) บังคับให้นายศุภวัฒน์โอนเงินลงหุ้นใน หจก. บุรีเจริญคนสตรัคชั่น จำนวน 119 ล้าน 5 แสนบาทคืนให้ตน แต่ต่อมาในชั้นศาลอุทธรณ์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยนายศักดิ์สยามไม่ติดใจเรียกร้องเงินจำนวนนี้ โดยแลกกันกับคุณศุภวัฒน์รับซื้อที่ดินของคุณศักดิ์สยามจำนวน 323 ไร่ ในราคา 51 ล้าน 5 แสนบาท “เพื่อยุติข้อพิพาท” (คำชี้แจง ปปช. หน้า 2 และ 3)

เหตุผลนี้ประหลาดมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยให้คุณศุภวัฒน์โอนหุ้นหรือเงินลงหุ้นคืนให้คุณศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณศักดิ์สยามพ้นตำแหน่งเพราะยังถือหุ้นใน หจก. บุรีเจริญฯ การที่คุณศุภวัฒน์จะโอนหุ้นคืนให้หรือไม่ มิได้มีผลต่อข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญสรุปว่าคุณศักดิ์สยามให้คุณศุภวัฒน์ถือหุ้นแทนขณะเป็นรัฐมนตรีแต่ประการใดเลย

แล้วที่ประหลาดกว่าคือ คุณศักดิ์สยาม “ไม่ติดใจ” ที่คุณศุภวัฒน์ไม่โอนหุ้น 119 ล้าน 5 แสนบาทคืนให้ เพราะคุณศุภวัฒน์ตกลงซื้อที่ดินคุณศักดิ์สยามในราคา 51 ล้าน 5 แสนบาทเพื่อชดเชยกัน ทั้งๆ ที่ 51 ล้าน 5 แสนบาทน้อยกว่า 119 ล้าน 5 แสนบาทถึง 68 ล้านบาท!

(3) เหตุผลของ ปปช. ประการที่ 3 คือ หลังจากดำเนินการขายที่และยุติข้อพิพาทแล้ว คุณศักดิ์สยามได้มีหนังสือขอ “ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี)” โดยเพิ่มเติมรายการค่าที่ดิน 51 ล้าน 5 แสนบาทเข้าไป (คำชี้แจง ปปช. หน้า 3 และ 4)

คำถามคือ บัญชีทรัพย์สินขอปรับปรุง “ให้เป็นปัจจุบัน” ได้อย่างไร? บัญชีทรัพย์สินต้องถูกต้องตรงความจริงขณะที่ยื่น ไม่ว่าจะตอนเข้ารับตำแหน่งหรือตอนพ้นตำแหน่ง ถ้าขอปรับปรุง “ให้เป็นปัจจุบัน” ได้ ก็คือการปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินย้อนหลังได้ แล้วการแสดงบัญชีทรัพย์สินจะใช้ในการตรวจสอบการเพิ่มขึ้นผิดปกติได้อย่างไร?

แม้เหตุผลจะประหลาดในทางกฎหมายและฟังไม่ขึ้น แต่ก็เป็นสิทธิของคุณศักดิ์สยามที่จะชี้แจงแสดงเหตุผลว่าตนเองไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ปัญหาคือ ปปช. ทำไมรับฟังเหตุผลแบบนี้ และเชื่อทุกอย่างจนสรุปว่า “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน”?

มติ ปปช. โดยเหตุผลเช่นนี้ ได้นำมาสู่บรรทัดฐานใหม่คือ การให้คนอื่นถือหุ้นแทน ปปช. ไม่ถือว่ามีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน! ซึ่งนี่เป็นบรรทัดฐานที่มีปัญหาแน่นอนครับ

ผมเห็นว่าในคราวนี้เป็นเรื่องที่เกินไปมาก และทำให้ ปปช. สูญเสียความเชื่อถือในความเที่ยงธรรมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไปเปรียบเทียบกับอีกคดีหนึ่งคืออดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล 44 คน ที่ ปปช. เห็นว่าผิดถึงขนาดขอให้ศาลฎีกาตัดสิทธิลงการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งศาลฎีกาจะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำร้องในวันนี้ตามที่ทราบกัน

หลังจากนี้จะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแน่ว่า ปปช. มีมติขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ ปปช. เป็นองค์กรอิสระเดียวที่ ส.ส. หรือ ส.ว. หนึ่งในสิบ หรือประชาชนสองหมื่นคนเข้าชื่อกันร้องต่อศาลฎีกาให้ตรวจสอบได้ แม้ว่าจะต้องผ่านประธานรัฐสภาคือคุณโสภณ ซารัมย์ แต่คงมีการเข้าชื่อกันแน่ และเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ ครับ"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...