โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ม.301 เขย่าส่งออกไทย พาณิชย์เร่งระดมสมองรับมือสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แรงกดดันทางการค้าจากสหรัฐกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย หลังการบังคับใช้ภาษีนำเข้า 10% ภายใต้ Section 122 of the Trade Act of 1974 และการเดินหน้าไต่สวนไทยตาม Section 301 of the Trade Act of 1974 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินและแรงงานบังคับ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเป็นรายสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง หากข้อกล่าวหาไม่สามารถชี้แจงได้อย่างเพียงพอ ผลกระทบจะไม่จำกัดเฉพาะต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น แต่จะลุกลามไปถึงความสามารถในการแข่งขัน การตัดสินใจสั่งซื้อของผู้นำเข้า และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานไทยในตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของประเทศ

พาณิชย์

ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว ไทยได้เร่งยกระดับมาตรการตั้งรับอย่างเป็นระบบ ทั้งการตั้งคณะทำงานบูรณาการหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนเพื่อจัดทำข้อมูลชี้แจง การปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและเข้มงวดการป้องกันการสวมสิทธิ์ ตลอดจนการขยายบัญชีสินค้าเฝ้าระวังและเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบจากทุก 2 ปีเป็นทุกปี เพื่อยืนยันความโปร่งใสของแหล่งผลิตและลดข้อครหาในประเด็นสำคัญ นอกจากนี้ไทยยังเดินหน้าเจรจาเชิงเทคนิคควบคู่การใช้กลไกทางการค้าและการทูต เพื่อประคองสถานการณ์และรักษาพื้นที่ตลาด ท่ามกลางเกมกติกาการค้าที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องในเวทีโลก

ประมงโดนข้อหาแรงงานบังคับ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศระบุว่าปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้บังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลกภายใต้ Section 122 of the Trade Act of 1974 ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา และมีกรอบใช้มาตรการดังกล่าวไปจนถึงช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 โดยเป็นมาตรการชั่วคราว อย่างไรก็ตามมีสัญญาณว่าภาษีดังกล่าวอาจถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15% ในระยะถัดไป แม้ขณะนี้ยังคงใช้อัตรา 10% อยู่ก็ตาม

ขณะเดียวกันสหรัฐยังเดินหน้าไต่สวนประเทศไทยภายใต้ Section 301 of the Trade Act of 1974 โดยมุ่งตรวจสอบ 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) โดยเปิดชี้แจงวันที่ 5-8 พฤษภาคม 2569 และการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) เปิดชี้แจงวันที่ 28 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม 2569ซึ่งไทยถูกตั้งข้อสังเกตทั้งสองประเด็น โดยในกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินมีประเทศที่ถูกตรวจสอบรวม 16 ประเทศ และกรณีแรงงานบังคับมีรวมถึง 60 ประเทศ

“เรื่องแรงงานที่ไทยโดนคือเขาบอกว่าไทยล้มเหลวในเรื่องของการบังคับใช้ ข้อห้ามในเรื่องการผลิตสินค้าที่มีการใช้แรงงานบังคับ ทำให้เกิดความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนที่ไม่เป็นธรรม เราไม่มีกฎหมายบังคับใช้ในเรื่องของการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ มีพฤติกรรมเข้าข่ายไม่สมเหตุผล ส่วนกลุ่มสินค้าเสี่ยงสหรัฐไม่ได้ชี้ว่าสินค้าอะไร แต่กลุ่มเสี่ยงก็อยู่ในกลุ่มสินค้าประมงของไทย”

“ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง” เสี่ยง

สำหรับสินค้าไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากการไต่สวนครั้งนี้ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล และยา โดยในหมวดเครื่องจักรยังครอบคลุมสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังตลาดสหรัฐในสัดส่วนสูง ทั้งนี้ภาครัฐอยู่ระหว่างเตรียมเรียกประชุมผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อมูลชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสหรัฐ ทั้งในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินและแรงงานบังคับ รวมถึงยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องการสวมสิทธิ์หรือการเป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศอื่น

“แม้ว่ามาตรการภาษีและการไต่สวนจะเพิ่มแรงกดดัน แต่การเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นเชิงเทคนิค เช่น กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการป้องกันการสวมสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ”

ไทยเพิ่ม “บัญชีสินค้าเฝ้าระวัง”

ทั้งนี้เพื่อรับมือกับความเข้มงวดของสหรัฐ ไทยเตรียมยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออก โดยจะเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังจาก 49 รายการเป็น 67 รายการ ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอปลัดกระทรวงพาณิชย์เห็นชอบ หากเห็นชอบแล้วกระทรวงพาณิชย์ก็จะประกาศต่อไป โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ(Hearing) ก่อนประกาศบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลภายในกลางเดือนเมษายน 2569 ส่วนการเพิ่มพิกัดศุลกากรจาก 194 พิกัดศุลกากร เป็น 272 พิกัดศุลกากร

“กลุ่มสินค้าเดิมที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง เช่น น้ำผึ้ง ชิ้นส่วนยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์ ไม้ ล้ออะลูมิเนียม โซลาร์เซลล์ และยางล้อ ขณะที่สินค้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ท่ออะลูมิเนียม ท่อที่ทำจากทองแดง เป็นต้น”

นอกจากนี้กรมยังมีการปรับปรุงระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า ที่จะส่งออกไปสหรัฐ โดยผู้ส่งออกต้องยื่นเอกสารตรวจสอบต้นทุนและแหล่งกำเนิดเพื่อขอหนังสือรับรอง (C/O) อย่างเข้มงวดมากขึ้น จากเดิมที่ตรวจทุก 2 ปี จะปรับเป็นตรวจทุกปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศ

หลายประเทศโดนถ้วนหน้า

หากเทียบประเทศไทยกับเวียดนาม โดยเวียดนามเจอกรณีเดียวกันกับไทย พร้อมเจอเรื่องการค้าที่มีมูลค่าสูง คือ สหรัฐขาดดุลสูง และมีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์สูงกว่าความต้องการภายในประเทศ และมีการแทรกแซงค่าเงิน ส่งผลให้ค่าเงินต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งประเด็นค่าเงินนั้นไทยไม่ได้รับผลกระทบ จะมีอีกหลายประเทศที่มีประเด็นในเรื่องนี้ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ อุตสาหกรรมที่โดน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล รองเท้า เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก ปูนซีเมนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีประเด็นนโยบายของรัฐบาลเข้าไปอุดหนุน ซึ่งก็มีประเทศจีน และบังกลาเทศ

“แต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบไม่เหมือนกันเมื่อดูเป็นรายสินค้า ซึ่งสหรัฐคงมีการพิจารณามาก่อนแล้ว ว่าสหรัฐเองเสียดุลการค้าเป็นอย่างไร และไทยโดนเหมือนกันกับหลายประเทศ”

เปิดแนวทางแก้ต่างของไทย

หากติดตามมาตรการที่สหรัฐเคยใช้นั้น ยกตัวอย่างการใช้มาตรา 301 ที่สหรัฐเคยใช้กับรถยนต์อีวีจากจีน โดยเก็บภาษีนำเข้า 100% แต่ทั้งนี้สิ่งที่เราจะไปชี้แจงอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยขั้นตอนที่เราจะไปแก้ต่างนั้นกรมก็ได้มีทีมคณะทำงาน โดยมีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธาน และฝ่ายเลขาฯ ทั้งนี้เราก็จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กรมศุลกากร กระทรวงแรงงาน และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะจัดให้มีการประชุม

อย่างไรก็ดีสิ่งที่กรมต้องการจะชี้แจงให้สหรัฐได้รับรู้นั้น คือ มูลค่าการค้าที่เกินดุลนั้นประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท โดย 1 ล้านล้านบาทเกิดจากบริษัทสหรัฐเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วส่งออกไป ดังนั้นสินค้าที่ส่งออกไปก็เป็นห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากการเข้ามาลงทุนของสหรัฐ แต่จะสามารถแก้ต่างได้หรือไม่ถือว่า “เราจะพยายามให้ดีที่สุด” และการตัดสินก็ต้องอยู่ที่การพิจารณาของผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) โดยคาดว่าสหรัฐจะประกาศผลเดือนมิถุนายน 2569 นี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ม.301 เขย่าส่งออกไทย พาณิชย์เร่งระดมสมองรับมือสหรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...