โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SAS แนะแบงก์ใช้ AI สกัดภัยทุจริตเรียลไทม์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

คอลัมน์ Technology : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2569 (ฉบับที่ 528)

SAS เผยภัยทุจริตทางการเงินยุคใหม่ เครือข่ายมิจฉาชีพใช้ AI สร้างกลโกงแบบแนบเนียน เร่งธนาคารวางรากฐาน AI ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด ปิดช่องโหว่กลโกงแบบเรียลไทม์

ภาคการเงินของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างแพร่หลาย ท่ามกลางความท้าทายของอาชญากรรมทางดิจิทัลที่มีความซับซ้อน และกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่การรักษาความสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับความโปร่งใส ตลอดจนการปฏิบัติตามมาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลนั้นเป็นเรื่องยาก และถือเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลเพื่อรองรับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายชอว์ พิน คัค หัวหน้าฝ่ายบริหารความเสี่ยงและที่ปรึกษาด้านลูกค้า ประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท SAS ถึงภัยทุจริตทางการเงินในประเทศไทยที่ยกระดับเป็นความเสี่ยงเชิงระบบจากการที่เครือข่ายมิจฉาชีพใช้ AI ในการสร้างกลโกงแบบแนบเนียนและขยายตัวรวดเร็ว ไปจนถึงบทบาทของสถาบันการเงินต้องเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับไปสู่การป้องกันเชิงรุก ด้วยการนำ AI มาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อตรวจจับธุรกรรมที่น่าสงสัยแบบเรียลไทม์

ภัยทุจริตยุคใหม่มิจฉาชีพใช้ AI สร้างการโจมตีแบบเครือข่าย

นายชอว์ พิน กล่าวว่า ปัจจุบันภัยทุจริตทางการเงินได้ขยายตัวจนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) โดยจากการเก็บข้อมูลสถิติของ SAS พบว่าประชากรไทยถึง 73% เคยเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง และ 43% ของจำนวนดังกล่าวประสบเหตุโดยตรง โดยจากผลสำรวจ KPMG Thailand APP Scam Survey รายงานว่า 89% ของคนไทยพบหรือได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

“สิ่งที่น่ากลัวกว่าในอดีตคือ รูปแบบการทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจเจกบุคคลเพียงลำพัง แต่เป็นการทำงานของเครือข่ายมิจฉาชีพที่มีระบบ และนำ AI มาเป็นเครื่องมือในการสร้างกลโกงที่แนบเนียนจนยากจะแยกแยะ ความท้าทายนี้บีบบังคับให้สถาบันการเงินต้องยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากการตั้งรับ ไปสู่การป้องกันเชิงรุก โดยการใช้ AI เข้ามาต่อกรกับ AI ด้วยกันเอง ผ่านการวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ เพื่อสกัดกั้นธุรกรรมที่น่าสงสัยก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น”

นายชอว์ พิน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันภาคการเงินของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากการเปลี่ยน AI ในระยะทดลอง ไปสู่การใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักขององค์กร ซึ่งช่วยเร่งการทำงานอัตโนมัติ ยกระดับความแม่นยำในการตรวจจับการฉ้อโกงและการตัดสินใจด้านสินเชื่อ รวมถึงเปิดทางให้ธนาคารสามารถให้บริการที่ปรับให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายได้อย่างครบวงจร

ดังนั้น ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของระบบการเงินในอนาคต จะขึ้นอยู่กับความสามารถของสถาบันการเงินในการใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานด้านการกำกับดูแล ความโปร่งใส และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในระบบนิเวศทางการเงิน องค์กรที่สามารถผสานเทคโนโลยี กฎระเบียบ และนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบเข้าด้วยกันได้อย่างเหมาะสม

ในด้านการกำกับดูแล หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินได้มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การกำกับดูแล โดยใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการจัดการปัญหา บัญชีม้าและการยืนยันตัวตนลูกค้า รวมถึงผู้มีผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner : UBO) เพื่อปิดช่องว่างในระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มิจฉาชีพมักใช้เป็นช่องทางในการถ่ายโอนสินทรัพย์

เปิด 5 มิติความท้าทายแบงก์ไทย ต้องประยุกต์ใช้ AI ภายใต้การกำกับดูแล

นายชอว์ พิน กล่าวต่อว่า หากธนาคารหรือสถาบันการเงินต้องการจะนำ AI มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ความท้าทายที่สำคัญคือ การติดตามพัฒนาการด้านการกำกับดูแลที่รวดเร็วและเข้มงวด โดยปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดแนวทางความคาดหวังผ่าน หลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงด้าน AI เพื่อสร้างมาตรฐานการดำเนินงานที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือการนำนโยบายเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในระดับปฏิบัติการ ดังนั้น เพื่อให้การใช้งาน AI เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่มีอคติ สถาบันการเงินจำเป็นต้องวางรากฐานการกำกับดูแลในมิติต่างๆ ดังนี้

  • ธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) : ต้องสามารถรับรองคุณภาพ สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของข้อมูลได้
  • การทวนสอบโมเดล (Model Development & Validation) : ต้องมีการทดสอบความแม่นยำผ่านข้อมูลนอกชุดฝึก (Out-of-sample) และการทดสอบแบบบิดเบือน (Adversarial) เพื่อรับมือกับกรณีพิเศษ เช่นกรณีการโจมตีผ่านช่องโหว่บนโซเชียลมีเดีย ที่ธนาคารไม่สามารถควบคุมปัจจัยด้านข้อมูลได้
  • มาตรการลดความเสี่ยงจาก GenAI : ต้องมีมาตรการควบคุมปัญหาการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ในโมเดลภาษาทุกขนาด และตรวจสอบแหล่งที่มาของคำตอบอย่างเคร่งครัด
  • ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ : วางระบบป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่พุ่งเป้าโจมตีระบบ AI โดยเฉพาะ
  • ความโปร่งใสและการคุ้มครองผู้บริโภค : เปิดเผยการใช้ AI ต่อผู้รับบริการ พร้อมจัดให้มีกลไกการตัดสินใจโดยมนุษย์ (Human-in-the-loop) หรือการเลือกไม่เข้าร่วม (Opt-out) เพื่อป้องกันการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

นายชอว์ พิน กล่าวเสริมว่า อีกสิ่งที่ต้องระวังไม่แพ้กันคือสิ่งที่เรียกว่า ภัยคุกคามจากวิศวกรรมสังคม (Social Engineering) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาสร้างวิธีการหลอกลวง ที่อาศัยหลักการทางจิตวิทยา และใช้ประโยชน์จากความไม่รู้ ความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือการโน้มน้าวใจ เพื่อให้เหยื่อทำตามความต้องการ

“การหลอกลวงด้วย Social Engineering ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทวีความรุนแรงและมีความแนบเนียนยิ่งขึ้น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวได้เข้ามาทลายเส้นแบ่งระหว่างความจริงและสิ่งจำลอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอัตลักษณ์ปลอมผ่านเทคโนโลยี Deepfake หรือการผลิตสื่อมัลติมีเดียที่สมจริงในระดับที่ยากจะแยกแยะด้วยตาเปล่า หากขาดการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ผู้ใช้งานจึงมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของกลลวงดังกล่าวได้ง่าย”

เผย 3 แกนหลักใช้ AI ปิดช่องโหว่นวัตกรรมและกฎระเบียบ

นายชอว์ พิน กล่าวอีกว่า ท่ามกลางความท้าทายนี้ สถาบันการเงินจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อใช้ AI ในการตรวจจับธุรกรรมที่น่าสงสัย เช่นแพลตฟอร์ม SAS Viya ที่ช่วยปิดช่องว่างและยกระดับการทำงานใน 3 มิติหลัก ดังนี้

  • การตรวจจับและยับยั้งแบบ Real-time (Stop the Fraud at its Source) : เปลี่ยนการทำงานจากการตรวจสอบย้อนหลังมาเป็นการป้องกันเชิงรุก (Proactive) วิเคราะห์พฤติกรรมในระดับมิลลิวินาที โดยระบบจะต้องเชื่อมโยงข้อมูลความสัมพันธ์เพื่อระบุกลุ่มก้อนของบัญชีม้าที่ซ่อนตัวอยู่ และตัดวงจรการโอนเงินได้ทันทีก่อนที่ความเสียหายจะขยายวงกว้าง ช่วยลดปัญหาการตรวจพฤติกรรมที่น่าสงสัย
  • ธรรมาภิบาล AI ที่ตรวจสอบได้ : หนึ่งในความท้าทายใหญ่ที่นายชอว์ พิน เน้นย้ำคือ การนำนโยบายไปปฏิบัติจริง ซึ่ง SAS Viya เข้ามาตอบโจทย์นี้ด้วยการเป็นแพลตฟอร์มแบบ End-to-End ModelOps ที่ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถ ทดสอบความแม่นยำและอคติของ AI อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสร้างความโปร่งใส โดยระบบสามารถอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของ AI เพื่อรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล
  • การประสานงานระหว่างมนุษย์และ AI (Human-in-the-loop) : เพื่อลดความผิดพลาดจาก AI การวางโครงสร้างที่เปิดให้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ สามารถตรวจสอบและยืนยันการตัดสินใจในธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงได้ วิธีนี้ช่วยรักษาความสมดุลระหว่างความรวดเร็วของนวัตกรรม และความปลอดภัยตามมาตรฐานธรรมาภิบาลข้อมูล

“การก้าวผ่านยุคเปลี่ยนผ่านของภาคการเงินไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมี AI ที่ล้ำสมัยที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่า ใครสามารถบริหารจัดการ AI ได้อย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใสที่สุด เพียงแค่เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องเป็นโซลูชั่นที่เข้ามาปิดช่องโหว่ระหว่าง นวัตกรรม และ กฎระเบียบ ช่วยให้สถาบันการเงินไทยสามารถสร้างระบบนิเวศการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคท่ามกลางโลกดิจิทัลที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2569 ฉบับที่ 528 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...