วิกฤตพลังงาน ดันยุโรป “ทบทวนนิวเคลียร์” หลังฮอร์มุซสะดุด ชี้อาจเป็นทางรอดระยะยาว
ความตึงเครียดตะวันออกกลางเปิดจุดอ่อนพลังงานยุโรป กระตุ้นหลายประเทศหันกลับมาพิจารณานิวเคลียร์ แม้ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุน เวลา และทัศนคติสาธารณะ
วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 01.00 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ต้นทุนเริ่มต้นที่สูง ปัญหาการจัดการกากกัมมันตรังสี และความทรงจำจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ทำให้ยุโรปหลีกเลี่ยงพลังงานนิวเคลียร์มานานหลายทศวรรษ แต่การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ได้เปิดเผยจุดเปราะบางของยุโรปที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างหนัก และอาจทำให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมาเป็นทางเลือกสำคัญอีกครั้ง
Fatih Birol ผู้อำนวยการ International Energy Agency ระบุว่าวิกฤตอุปทานพลังงานจะช่วยหนุนบทบาทนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้รัฐบาลเสริมความมั่นคงด้านพลังงานด้วยแหล่งทางเลือก
พลังงานนิวเคลียร์มีข้อได้เปรียบสำคัญ คือปล่อยคาร์บอนต่ำ ใช้พื้นที่น้อย และสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องในทุกสภาพอากาศ
นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie มองว่า นิวเคลียร์ควรมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาพลังงานของยุโรป ขณะที่นักลงทุนชี้ว่า หากไม่มีแหล่งพลังงานธรรมชาติในประเทศ การนำเข้าจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น หรือไม่ก็ต้องหันไปลงทุนในนิวเคลียร์
ตัวอย่างสำคัญ คือ France ซึ่งพึ่งพานิวเคลียร์มากกว่า 60% ของความต้องการพลังงาน ส่งผลให้ราคาพลังงานต่ำกว่าประเทศอย่าง Germany อย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศอย่างสหรัฐ จีน และฝรั่งเศส ยังได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตนิวเคลียร์รายใหญ่ของโลก ขณะที่ยุโรปโดยรวมยังมีสัดส่วนนิวเคลียร์เพียง 11.8% ของพลังงานทั้งหมดในปี 2568 โดยน้ำมันและก๊าซยังครองสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3
หลายประเทศเริ่มทบทวนแนวทางเดิม เช่น สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ที่เคยทยอยปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจต้องกลับมาพิจารณาขยายกำลังการผลิตอีกครั้ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงานในอนาคต
แม้นิวเคลียร์จะมีศักยภาพ แต่การก่อสร้างใช้เวลานานหลายปี เช่น โครงการ Hinkley Point C ของอังกฤษ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2016 และคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายทศวรรษนี้ ขณะที่ Flamanville 3 ในฝรั่งเศสใช้เวลาถึง 17 ปี
นักวิเคราะห์เตือนว่า เมื่อโรงไฟฟ้าสร้างเสร็จ ภูมิทัศน์พลังงานอาจเปลี่ยนไปแล้ว และพลังงานหมุนเวียนสามารถพัฒนาได้เร็วกว่า
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า กุญแจสำคัญคือการลดต้นทุนการก่อสร้าง ซึ่งอาจต้องพึ่งเทคโนโลยีราคาถูกจากจีน แต่ความร่วมมือดังกล่าวยังติดข้อกังวลด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์
ทั้งนี้เหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ เช่น เชอร์โนบิล (1986) และฟุกุชิมะ (2011) เคยทำให้ประชาชนต่อต้านนิวเคลียร์อย่างหนัก แต่หลังยุโรปเผชิญวิกฤตพลังงานเป็นครั้งที่สองในรอบ 4 ปี มุมมองเริ่มเปลี่ยน โดยนิวเคลียร์ถูกมองว่าเป็นพลังงานภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่าน้ำมันและก๊าซ
นักวิเคราะห์ชี้ว่า บรรยากาศทางการเมืองเริ่มเอื้อต่อการฟื้นฟูนโยบายนิวเคลียร์มากขึ้น แต่ความสำเร็จในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับการสร้างความเข้าใจของสังคม และการลงทุนด้านการศึกษา
อ้างอิง : www.cnbc.com