โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

พูดแล้วทำ..ได้แค่ไหน

เดลินิวส์

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
นโยบายจะสวยหรูอย่างไรก็ตาม แต่ในที่สุดก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ยิ่งรัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤติพลังงาน ถือเป็นปัญหาที่ยากกับการควบคุม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง ดังนั้นคงไม่มีช่วงเวลาฮันนีมูน ยิ่งชูสโลแกน พูดแล้วทำ คำถามคือจะทำได้จริงหรือไม่

หลัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ขั้นตอนต่อไปรัฐบาลเตรียม แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งสำนักเลขาธิการสภา ได้นัดหมายระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. 69 หลังจากรัฐสภาเห็นชอบ รัฐบาลจะสามารถ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ จากนั้นรัฐบาลจะมี การประชุม ครม. วันที่ 11 เม.ย. ทันที ซึ่งจะมีการนำมาตรการช่วยเหลือวิกฤติพลังงานไปรับรองตามกฎหมาย สำหรับนโยบายรัฐบาล ที่ประกอบด้วย 16 พรรคการเมือง นำโดยพรรค ภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งจะแถลงต่อรัฐสภา ได้แบ่งหมวดหมู่เป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีรายละเอียด ความยาวทั้งหมด 21 หน้า และในตอนท้ายได้เน้นย้ำการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้เป็นไปตาม แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ

1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับ รายได้และคุณภาพชีวิต ของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยว จากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไข สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิใน ไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

แก้ไขปัญหา สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมในทุกรูปแบบ พัฒนาระบบทหารอาสา และการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนิน โครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ

3.นโยบายด้านสังคม เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้ สามารถรักษาทุกที่ ได้ทันทีโดยการปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุง กฎหมายประกันสังคม ที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับ บริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้า การใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์

4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการน้ำและ ป้องกันภัยพิบัติ อย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ ใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล

5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผล บังคับใช้ภายใน 180 วัน เร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้ง แก้ปัญหาคอร์รัปชัน เชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม นโยบายจะสวยหรู อย่างไรก็ตาม แต่ในที่สุดก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ยิ่งรัฐบาลกำลัง เผชิญวิกฤติพลังงาน ถือเป็นปัญหาที่ยากกับการควบคุม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับ สงครามในตะวันออกกลาง อีกทั้งรัฐบาล คงไม่มีช่วงเวลาฮันนีมูน ต้องเร่งผลักดันผลงานให้ออกมาเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ยิ่งชูสโลแกน พูดแล้วทำ คำถามคือ จะทำได้จริงหรือไม่

ส่วนความคืบหน้าคดีสำคัญ หลังจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด 44 สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก. ) ที่เป็น สส.พรรคประชาชน (ปชน.) 10 คน ซึ่ง ป.ป.ช.ยังไม่ได้ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้พิจารณาข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการลงชื่อเสนอแก้ไขประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112

ด้าน“นายสุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณี 44 สส.อดีตพรรค ก.ก. ในข้อหา ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้เร่งระดมการถ่ายเอกสาร เนื่องจากเอกสารประกอบคำร้องมีจำนวน 56 ชุด โดยจะต้องส่งทั้งองค์คณะตุลาการ และคู่ความ เอกสานมีเป็นจำนวนมาก ทาง ป.ป.ช.ไม่ได้ดึงเวลาในการยื่นคำร้อง แต่เพราะต้องมี ความละเอียดรอบคอบ

ยืนยัน เรื่องนี้ไม่มีการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน เป็นไปตามขั้นตอนและไทม์ไลน์ของกระบวนการ ไม่มีใบสั่งหรืออะไรทั้งสิ้น คำร้องเป็นไปตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ชี้มูลมา ทั้งนี้จะก่อนหรือหลังสงกรานต์ ในวันที่ 9 เม.ย.ก็จะทราบ ต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องดูให้สมบูรณ์ก่อนส่ง” นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูล เป็นการชี้มูลจาก การกระทำพฤติกรรม เนื้อหาต่างๆ ว่าบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งเช่นนี้สมควร มีพฤติการณ์เช่นนี้หรือไม่ จะถือว่าผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่ได้ชี้มูล สิทธิการยื่นแก้กฎหมาย ของ สส. เหมือนอย่างที่ สส.พรรคประชาชน ออกมากล่าวหา อย่างไรก็ตามทุกอย่าง อยู่ในคำร้อง ไม่สามารถเปิดเผยได้

ขณะที่ขั้นตอนของศาลฎีกาถ้ามีการยื่นคำร้อง เข้ามาที่ศาลแล้ว จะมีขั้นตอน ดังนี้ ศาลจะตรวจรับคำร้อง ลงสารบบ ออกหมายเลขคดีดำ ทำใบปลิว ประทับกำหนดวันนัดฟังคำสั่ง คดีที่ศาลฎีกาพิพากษาเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อมาทางเลขานุการศาลฎีกา จะเสนอ ไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อจ่ายสำนวนและตั้งเลขานุการประจำคดี ขั้นตอนถัดมาองค์คณะผู้พิพากษาจะพิจารณาและมีคำสั่ง

ถ้ามีคำสั่งรับคำร้อง ส่งสำเนาคำร้องให้ผู้คัดค้านหรือแจ้งให้ผู้คัดค้านมารับสำเนาคำร้อง ก่อนแจ้งคำสั่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลุ่มผู้ถูกร้อง อาจถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนองค์คณะผู้พิพากษาจะประกาศ กำหนดวันนั่งพิจารณา ไม่น้อยกว่า 5 วัน หลังจากนั้นจะนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐาน นัดไต่สวน และ นัดฟังคำพิพากษา ต่อไป หากองค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาไม่รับคำร้องทั้งหมดหรือบางส่วน จะทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ร้องเพื่อให้รับทราบ ก่อนเก็บสำนวน ถ้ามีการ สั่งให้แก้ไขคำร้อง จะมีการกำหนดกรอบเวลาเพื่อส่งคำร้อง ภายในเวลาที่กำหนด ก่อนจะพิจารณาว่าจะรับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง

ทั้งนี้กฎหมายระบุให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด ดังนั้นจากขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็นไปได้ว่า สส.ทั้ง 10 คนของพรรค ปชน.ยังสามารถ ร่วมประชุมรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. ที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้

ซึ่ง 44 สส.จากพรรค ก.ก. ที่ถูก ป.ป.ช.ยื่นคำร้องมี 10 คนที่ ดำรงตำแหน่ง สส. ของพรรค ปชน. อยู่ในขณะนี้ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ได้แก่ 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค 3.นายรังสิมันต์ โรม 4.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง 5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 2 คน ได้แก่ นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม

คงต้องรอลุ้นชะตากรรมของ 10 สส. พรรค ปชน. ซึ่งหลายคนเป็นตัวตึง มีบทบาทในการแสดงความคิดเห็น และเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง หากต้องถูก พักการปฏิบัติหน้าที่ จะกระทบกับพรรคต้นสังกัดไม่น้อย.

ทีมข่าวการเมือง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...