โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ThaiBMA เผย หุ้นกู้ Q2/69 จ่อปรับโครงสร้างหนี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ จับตาอุปทานพันธบัตรล้น ดันต้นทุนหุ้นกู้

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ThaiBMA เผย หุ้นกู้ Q2/69 จ่อปรับโครงสร้างหนี้ หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ จับตาอุปทานพันธบัตรล้น ดันต้นทุนหุ้นกู้

วันนี้ (3 เมษายน 2569) ดร.สมจินต์ ศรโพศาล กรรมการผู้จัดการสมาคม ตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ประเมินผลกระทบสงครามอิหร่าน ต่อตลาดตราสารหนี้ไทย โดยมองว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่ผลกระทบจากสงครามมีโอกาสที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้

ประเด็นสำคัญ

  • หุ้นกู้ไตรมาส 2 จ่อยืดหนี้ หากสงครามยืดเยื้อ
  • บอนด์ยีลด์พุ่ง กระทบต้นทุนหุ้นกู้แค่ไหน

เช่นเดียวกับอุปทานของพันธบัตรที่อาจปรับเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยผลกระทบจากสงคราม ทำให้เงินเฟ้อและราคาน้ำมันแพงขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดหาเงินทุน (Funding) นำมาใช้ในมาตรการอุดหนุน (Subsidize) ค่าครองชีพและราคาสินค้า บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตต่อไปได้

ตามกลไกตลาด เมื่อปริมาณพันธบัตรออกมาสู่ตลาดมากขึ้น ราคาของพันธบัตร ก็จะถูกลง และกดดันให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นไปอีก เพื่อดึงดูดความสนใจนักลงทุน

ทั้งนี้ ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ อันดับความน่าเชื่อถือของตลาดตราสารหนี้ไทยยังอยู่ในระดับใช้ได้ ส่วนใหญ่เป็น Investment grade แม้ว่าปี 2568 ที่ผ่านมาจะมีบางเจ้าที่ถูกปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือเชิงลบ (Negative outlook) แต่เจ้าล่าสุดที่ระดมทุนอยู่ในระดับเสถียรภาพ (Neutral) ซึ่งสะท้อนว่าฐานะการคลังของไทยยังคงเป็นบวก

สอดคล้องกับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทย ประมาณ 70,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และยังคงไหลเข้าต่อเนื่องในไตรมาส 1/2569 อีกประมาณ 19,589 ล้านบาท ทำให้สิ้นไตรมาสแรก ต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทย 937,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.1% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปี 2568 ซึ่งหากมองในภาพใหญ่ นักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่น ในตลาดตราสารหนี้ไทยโดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ไม่แน่นอน ปัจจัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็จะเห็นฟันด์โฟลว์เข้า-ออกอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากนักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อปิดความเสี่ยง จะเห็นได้จากเดือนมีนาคมตลาดตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่ (Emerging market) ต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มสงบลง การไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็วก็จะชะลอลง

หุ้นกู้ไตรมาส 2 จ่อยืดหนี้ หากสงครามยืดเยื้อ

ด้านสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า สถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับบริษัทที่มีปัญหาสภาพคล่องตึงตัวลากยาวสะสมมานาน 2-3 ปีแล้ว

โดยบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ส่วนใหญ่ มีแนวโน้มปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า ผิดนัดชำระหนี้ถาวร เมื่อบริษัทเริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่มาจ่ายคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยได้ทัน ก็จะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อเจรจาขอผ่อนผันและยืดอายุการชำระหนี้ออกไปก่อน เพื่อประคองธุรกิจให้ไปต่อได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจไม่ดี มีโอกาสที่หุ้นกู้จะผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น ในขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจดี บริษัทผู้ออกหุ้นกู้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจจนมีกำไร ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้กลับมาสูงขึ้นตามไปด้วย

“ตอนนี้หลายๆ บริษัทพยายามประคับประคองสถานการณ์ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อ ดังนั้นจำนวนหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้อาจไม่เพิ่มขึ้น แต่การปรับโครงสร้างหนี้จะเพิ่มขึ้นแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า หลายบริษัทที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ สุดท้ายสามารถกลับมาชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ได้จนครบสัญญา แม้ว่าอาจจะมีบางรายที่จ่ายไปได้สักระยะแล้วกลับมา สะดุดซ้ำอีกก็ตาม

ทั้งนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย คาดว่าจะมีการออกหุ้นกู้ทั้งหมด มูลค่า 880,000-900,000 ล้านบาทในปี 2569 เฉลี่ยไตรมาสละ 220,000 ล้านบาท ระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

โดยอาจเห็นแนวโน้มการออกหุ้นกู้เร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่บริษัทต่างๆ อยู่ระหว่างเตรียมตัวออกหุ้นกู้ แต่เมื่อสงครามปะทุขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรผันผวนหนัก บริษัทต่างๆ จึงต้องชะลอการออกหุ้นกู้ออกไป เพื่อประเมินสถานการณ์ เช่นเดียวกับปี 2568 ที่ครึ่งปีแรกมีจำนวนการออกหุ้นกู้น้อยแค่ 20% แต่กลับมาพลิกฟื้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนหุ้นกู้ช่วงนี้นักลงทุนจำเป็นต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังอย่างมาก โดยต้องให้ความสำคัญกับการจัดพอร์ตโฟลิโอ เพื่อกระจายความเสี่ยง และต้องประเมินล่วงหน้าให้ชัดเจนว่า พอร์ตการลงทุนสามารถยอมรับผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด หากเกิดกรณีที่การคืนเงินลงทุนต้องถูกยืดระยะเวลาออกไป หรือมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นบางส่วน

ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2569 มีการออกหุ้นกู้มูลค่า 171,889 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยผู้ออกในกลุ่ม Investment grade สามารถออกได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกที่ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่ม High yield ออกหุ้นกู้โดยรวมได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกและมูลค่าเฉลี่ยการออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กลุ่มอุตสาหกรรม ที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY PROPERTY และ FOOD and BEVERAGE

บอนด์ยีลด์พุ่ง กระทบต้นทุนหุ้นกู้แค่ไหน

ผู้ออกหุ้นกู้ทุกเรทติ้งมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดยในไตรมาส 1/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 28-59 bps. ใกล้เคียงกับการปรับขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA AA A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.09% 2.35% 2.82% และ 4.37% ตามลำดับ

ภาพ: Elnur / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...