โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP ไม่เห็นด้วยรัฐใช้เงินกองทุนฯ ตรึงราคาน้ำมัน-ลดภาษีสรรพสามิต บิดเบือนกลไก แนะเลิกอุดหนุนน้ำมันแบบเหมาเข่ง เป็นเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย

BTimes

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 06.30 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ( KKP ) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ แตกต่างจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งก่อน ๆ เพราะกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางพลังงานที่มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งโลกมีการผลิตและใช้น้ำมันต่อวันประมาณ 105 ล้านบาร์เรลต่อวัน แปลว่า 1 ใน 5 หยุดชะงัก ดังนั้น จึงส่งผลต่ออุปทานพลังงาน และเศรษฐกิจโลก โดยขณะนี้ไทยมีความเสี่ยงทั้งด้านราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางสูงถึง 58% สำหรับน้ำมัน และ 29% สำหรับก๊าซ ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบเรื่องราคา แต่ยังมีความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนพลังงานด้วย

สำหรับภาระของกองทุนน้ำมัน กันชนทางการคลังและการเงินมีจำกัด ทำให้การตอบสนองเชิงนโยบายถูกจำกัดหากเกิดวิกฤตน้ำมัน ภาระของกองทุนน้ำมันจะสูงขึ้นมาก จากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มให้อยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร ซึ่งปัจจุบันหากไม่มีการอุดหนุน ราคาดีเซลอาจพุ่งไปถึง 48 บาทต่อลิตร ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนน้ำมันดีเซล อยู่ที่ 18 บาท/ลิตร หรือคิดเป็นวันละเกิน 1 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมการชดเชยน้ำมันอื่น ๆ ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีหนี้อุดหนุนค่าไฟฟ้าค้างจ่าย 70,000 ล้านบาท

โดยมองว่าการตรึงราคาผ่านโครงสร้างกองทุนน้ำมัน หรือการลดภาษีสรรพสามิต ทั้งหมดเป็นต้นทุนของภาครัฐ การไม่ให้สัญญาณราคาตลาดโลกส่งผ่านไปยังผู้ซื้อเลยอาจไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะจะทำให้ต้นทุนการชดเชยสูงเกินไป และบิดเบือนแรงจูงใจ ทำให้คนไม่ประหยัดพลังงาน ดังนั้น แนะนำว่า รัฐควรเปลี่ยนจากการอุดหนุนแบบเหมาเข่ง มาเป็นการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น ไม่ควรให้รัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุน 18 บาทต่อลิตรให้กับผู้ที่ขับรถหรูแต่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล แต่ควรนำงบประมาณไปช่วยกลุ่มเปราะบาง หรือผู้มีรายได้น้อยที่เดือดร้อนจริง ๆ แทน เป็นต้น ซึ่งจะต้องหาวิธีชดเชยไม่ให้เป็นภาระรัฐมากเกินไป และไม่ทำให้ค่าครองชีพสูงเกินไปจนประชาชนได้รับความเดือดร้อน

ส่วนจำเป็นต้องลอยตัวน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่นั้น สุดท้ายต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อเงินเฟ้อ เพราะน้ำหนักพลังงานใน CPI สูงประมาณ 12% ข้อเสนอคือมาตรการบรรเทาผลกระทบจะต้องหาวิธีชดเชย แต่ไม่บิดเบือนมากเกินไป และพิจารณาอุดหนุนชดเชยเฉพาะกลุ่มมากขึ้น

ทางออกประเทศไทย และแผนรับมือในระยะสั้น-กลาง-ยาว ได้แก่

- ระยะสั้น : ตอนนี้เราเจอช็อก ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมัน แต่คือเรื่องปริมาณน้ำมันด้วย ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งกระจายความเสี่ยงโดยหาแหล่งนำเข้าพลังงานอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย และต้องสื่อสารกับประชาชนเพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า ซึ่งจะทำให้ปัญหาขาดแคลนและราคาแย่ลงไปอีก

- ระยะกลาง-ยาว : ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมากไป โดยเฉพาะน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดยยกตัวอย่างที่ดีในการใช้พลังงานทดแทนในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานทดแทนไม่ถึง 20% ในขณะที่หลายประเทศไปถึง 50% แล้ว ดังนั้น วิธีดีที่สุดในระยะยาวคือการลดการพึ่งพาการนำเข้า พัฒนาพลังงานทดแทนในประเทศ หาแรงจูงใจในการใช้โซลาร์ลูฟท็อป หรือพลังงานลมมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาพลังงาน ลดความจำเป็นในการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เนื่องจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะปัจจุบันไทยผลิตได้เองเพียงครึ่งเดียวของความต้องการ

สำหรับภาคประชาชนในการเตรียมตัว คือควรประเมินตนเอง ว่า แต่ละคนควรสำรวจว่ามีความจำเป็นต้องใช้พลังงานมากน้อยเพียงใด และมองหาช่องทางในการ "ลด ละ เลิก" การใช้พลังงานตามกำลังความสามารถของตน เช่น การหันไปใช้รถไฟฟ้าหรือติดตั้งโซลาร์เซลล์ และเตรียมรับมือโดยใช้หลักการ "Hoping for the best, prepare for the worst" คือหวังให้สถานการณ์จบเร็ว แต่ต้องเตรียมแผนรองรับหากราคาพลังงานและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นจริง และที่สำคัญอย่าตื่นตระหนก ไม่แนะนำให้สะสมน้ำมันไว้เอง เพราะควรเชื่อมั่นในกลไกของรัฐที่จะบริหารจัดการไม่ให้เกิดการขาดแคลน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...