วิกฤตสารพิษลุ่มน้ำกกสู่แม่โขง ครบรอบ 1 ปี เยียวยาไม่คืบ
แม้ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนที่เกิดจากการปล่อยน้ำเสียการทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาไหลผ่านแม่น้ำแม่กก สาย-รวก โขง สาละวิน รวมถึงแม่น้ำกระบุรี ทั้งติดตามตรวจสอบ แก้ปัญหาที่ต้นทาง เจรจาระหว่างประเทศ และแสวงหาความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อผลักดันการดำเนินงานให้สำเร็จเป็นรูปธรรม และมีความยั่งยืน เพื่อคุ้มครองคุณภาพน้ำและระบบนิเวศในพื้นที่ดังกล่าวให้กลับมาสมบูรณ์
ทว่าสถานการณ์สารพิษปนเปื้อนใน “แม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง” ยังคงเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขในพื้นที่ภาคเหนือมาตลอด 1 ปี ทำลายวิถีชีวิตและที่ทำกินของชาวบ้านริมสายน้ำ จ.เชียงราย และเชียงใหม่ ทั้งภาคการท่องเที่ยวแพริมน้ำ ที่ผู้ประกอบการต่างสูญเสียรายได้หลักแสน จนต้องหันมาหาเลี้ยงชีพด้วยรายได้เพียงร้อยต่อวันเท่านั้น
ส่วนภาคประมงพื้นบ้านพบว่าปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำไม่ได้ทำลายแค่อาชีพ แต่รวมถึงวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ขณะที่ภาคเกษตรกรรมยังต้องอาศัยการใช้น้ำแม่น้ำกกเพื่อการเกษตร เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำสำรอง ภายใต้ความกังวลว่าสารพิษจะเกิดการสะสมในดิน และสะสมในร่างกาย
1 ปี ปัญหายังอยู่ที่เดิม
ด้านสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากการลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์น้ำกก ครบรอบ 1 ปี “ปลาเป็นตุ่ม” สู่หายนะเศรษฐกิจเชียงราย ย้อนกลับไปวันที่ 22 เมษายน 2568 ภาพปลาแค้ที่เป็นตุ่มพุพองทั่วตัวเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ นำไปสู่การตรวจพบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกกที่มีต้นตอมาจากเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดิ่งลง
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำกก โดยเฉพาะกลุ่มสามล้อดอยตอง และชมรมชาวเรือเชียงราย ต้องเผชิญกับภาวะ “รายได้หายแต่หนี้เพิ่ม” โดยเฉพาะช่วงเดือนมิถุนายน ถึงกันยายน 2568 รายได้เป็นศูนย์ ขายปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว ขณะที่ชาวประมงมีต้นทุนอุปกรณ์เฉลี่ยสูงถึง 83,000 บาทต่อคน แต่กลับไม่มีรายได้มาจุนเจือ
จากการลงพื้นที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 พบว่าปลาท้องถิ่นกว่า 94 ชนิดในแม่น้ำกกเริ่มสูญหายไป เสียงเรียกร้องจากชาวประมงต่อภาครัฐยังไม่ได้รับการตอบสนอง โดยข้อเสนอหลัก 4 ประการยังคงถูกวางเฉย ได้แก่ 1) การเยียวยาชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป 2) การสื่อสารที่โปร่งใส ถึงสถานการณ์น้ำและปลาที่ปนเปื้อน 3) การเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อหยุดต้นตอการปล่อยสารพิษจากเหมืองต้นน้ำ และ 4) การตรวจสุขภาพ และให้คำแนะนำการป้องกันสารพิษแก่ประชาชน
ที่น่ากังวลใจที่สุดคือ มีรายงานพบว่าปลาป่วยลามไปยังแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดเลยแล้ว นับเป็นการส่งสัญญาณว่าวิกฤตสารพิษกำลังขยายตัวไปสู่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นสายเลือดใหญ่ของชาวประมงอีก 7 จังหวัดภาคอีสานที่เตรียมตัวรับแรงกระแทกเป็นลำดับถัดไป
ลุ่มน้ำสาละวิน สารพิษพุ่ง 6 เท่า
ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) ที่ 1 จ.เชียงใหม่ รายงานผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวิน ครั้งที่ 3 โดยเก็บตัวอย่างน้ำระหว่างวันที่ 24-27 มีนาคม 2569 พบสารหนู (As) เกินค่ามาตรฐานในทุกจุดตรวจ ตั้งแต่บ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จนถึงบ้านสบเมย อ.สบเมย มีค่าอยู่ในช่วง 0.049-0.060 มก./ล. ส่วนค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.01 มก./ล.
ทั้งนี้ผลการตรวจในครั้งที่ 3 พบว่าปริมาณสารหนูในน้ำผิวดินสูงกว่าผลตรวจ 2 ครั้งแรก โดยครั้งที่ 1 พบสารหนูอยู่ในช่วง 0.034-0.038 มก./ล. และครั้งที่ 2 พบสารหนูอยู่ในช่วง 0.034-0.038 มก./ล.
ด้านผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาคเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งเตือนผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำสาละวิน ระบุว่า สถานการณ์สารปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินน่าเป็นห่วงมากขึ้น จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างตรวจวัดคุณภาพน้ำล่าสุด พบสารหนูเกินมาตรฐาน 5-6 เท่า จึงขอให้ระมัดระวังการใช้น้ำ งดนำน้ำมาอุปโภคหรือบริโภคโดยไม่ผ่านการบำบัดที่ถูกต้อง และงดบริโภคสัตว์น้ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำประมงหรือทำกิจกรรมในน้ำบริเวณที่มีค่าสูง สารหนูที่เกินมาตรฐานอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย
วิกฤตโขงลามถึงเชียงคาน
ล่าสุด (22 เมษายน 2569) กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) เผยแพร่ภาพปลาในแม่น้ำโขงบริเวณอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ที่มีลักษณะผิดปกติ สร้างความวิตกต่อความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนสารพิษในระบบนิเวศน้ำจืด และการลุกลามเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของประชาชนในภูมิภาคหลังหลายหน่วยงานตรวจพบ “สารหนู” และโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในหลายจุดของลำน้ำ ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในประเทศเมียนมา
เรื่องราวดังกล่าวถูกค้นพบโดย “นายชาญณรงค์ วงศ์ลา” ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ระบุว่า นับเป็นครั้งที่สามในรอบสองเดือน ที่พบปลาแค้ในแม่น้ำโขงบริเวณเชียงคานมีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณผิวหนัง ครีบ และหนวด ที่ปรากฏเป็นตุ่มคล้ายหนอง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้อาจไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุด แต่มีแนวโน้มเป็นปัญหาเชิงระบบที่กำลังก่อตัวและขยายตัวตามแนวลำน้ำ
นายชาญณรงค์ระบุอีกว่า หน่วยงานรัฐไม่ควรนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และควรเร่งจัดตั้งระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำโขงอย่างเป็นระบบ ทั้งการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดิน การวิเคราะห์ตะกอนดิน การตรวจสารพิษในสัตว์น้ำ รวมถึงการติดตามพืชพันธุ์ริมฝั่งแม่น้ำ พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่
แม้เครือข่ายภาคประชาสังคมในภาคอีสานจะรายงานว่ายังไม่พบความผิดปกติในลักษณะเดียวกันในจังหวัดริมโขงตอนล่าง เช่น หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี แต่การไหลของน้ำและตะกอนอาจสามารถพาสารปนเปื้อนเคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้
จ่อตั้งสถานีตรวจ 8 จุด
ขณะที่ นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เน้นย้ำถึงแผนการติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ให้สอดคล้องกันเพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน การสะสมในสัตว์น้ำ สัตว์หน้าดิน พืชผลทางการเกษตร ดิน และสุขภาพประชาชน พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป ในส่วนของการแก้ไขปัญหา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางไปหารือกับประเทศเพื่อนบ้านในวาระอันใกล้นี้
โดยระบุว่า ผลการตรวจวัดคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำสำคัญภาคเหนือ ครั้งที่ 10 หลังเกิดกรณีความขุ่นผิดปกติของแม่น้ำกก ดำเนินการเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 8-11 มีนาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พบการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักเกินมาตรฐานหลายจุดในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำฝาง แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำลาว
อย่างไรก็ตาม คพ.ยังยืนยันว่าประชาชนสามารถทำกิจกรรมพายเรือเล่น เดินเล่น หรือปางช้างสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ ยกเว้นการว่ายน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลควรเลี่ยงการสัมผัส เพื่อป้องกันการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากการสะสมของสารหนูในห่วงโซ่อาหารระยะยาว โดยยังสามารถนำน้ำไปอุปโภค-บริโภคได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำ ขณะที่การบริโภคเนื้อปลายังสามารถทำได้ปกติ แต่งดบริโภคส่วนหัวและตับปลาเพื่อความปลอดภัย
ในอนาคตมีแผนก่อสร้างสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ (Auto Station) ที่บริเวณแม่น้ำกก ทั้งหมด 8 จุด วงเงินประมาณ 64 ล้านบาท และจะขยายเพิ่มไปที่แม่น้ำสาละวิน 3 จุด เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย หวังใช้เป็นระบบแจ้งเตือนและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน
ยกระดับร่วมมือระดับภูมิภาค
นอกจากนี้กรมควบคุมมลพิษยังได้ประชุมหารือความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน โดยมี คุณซิเบลล่า สเติร์น เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ดร.รัตมณี อ๋องสกุล ผู้จัดการโครงการอาวุโส แผนกการพัฒนา สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และผู้แทนกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมการประชุมหารือ เพื่อยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค
โดยสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย และโครงการริเริ่มด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของรัฐบาลออสเตรเลีย ที่มีความเชี่ยวชาญทางน้ำ มีความยินดีที่จะสนับสนุนการดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันและจัดการมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน อาทิ การจัดหาผู้เชี่ยวชาญออสเตรเลียเข้าร่วมโครงการ และร่วมกันจัดทำขอบเขตงาน (Terms of Reference-TOR) ให้ตรงกับความต้องการของฝ่ายไทย
ทั้งนี้ คพ.เสนอให้มีการจัดประชุมในครั้งต่อไป โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม เพื่อปรับปรุงรายละเอียดในข้อเสนอโครงการ (Proposal) ให้มีความเหมาะสมและมีขอบเขตที่ครอบคลุมมากขึ้น และเน้นย้ำการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่ข้ามพรมแดนด้วยความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านและการสนับสนุนทางเทคนิคระดับสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำ และเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมในพื้นที่ไปสู่มาตรฐานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น
ขณะเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน พร้อมสั่งทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ใช้การบริหารจัดการแบบ “Single Command” มอบอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมข้อสั่งการแก้ไขปัญหาสาธารณภัยภาคเหนือ
โดยเฉพาะการแก้ไขมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน ได้แก่ 1) ยกระดับความร่วมมือด้านการต่างประเทศ ตั้งคณะทำงานร่วมกับประเทศเมียนมา 2) ติดตั้งสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ เฝ้าระวังคุณภาพน้ำและแจ้งเตือนภัยอย่างรวดเร็ว แม่นยำ 3) ดูแลสุขภาพประชาชนและระบบนิเวศ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบสถานการณ์ และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ นายอนุทินเน้นย้ำว่า รัฐ เอกชน ประชาชน ร่วมใจสร้างความปลอดภัยจากภัยพิบัติ บูรณาการเชิงรุก เพื่อให้คุณภาพชีวิตประชาชนกลับคืนมา
จี้รัฐเจรจา-ยุตินำเข้าแร่สำคัญ
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงข้อเรียกร้องการแก้ไขต้นเหตุปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม 2 ข้อหลัก โดยระบุว่า 1) รัฐบาลต้องเจรจากับรัฐบาลลาว รัฐบาลเมียนมา กองกำลังชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในเมียนมา และรัฐบาลจีน เพื่อยุติการทำเหมืองแร่ที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดน
2) รัฐบาลต้องสั่งการให้บริษัทในประเทศไทยทั้งหมดยุตินำเข้าแร่สำคัญ (ดีบุก พลวง ทองแดง แมงกานีส วุลแฟรม ทังสเตน และตะกั่ว) ทั้งหมดจากเมียนมาและลาว พร้อมทั้งให้ผู้นำเข้าแร่ทั้งหมดเปิดเผยข้อมูลที่ตั้งเหมืองแร่ที่รับซื้อมาจากเมียนมาและลาวที่ผ่านแดนไทยส่งออกไปจีน เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าแร่สำคัญจากลาว
ยกตัวอย่างที่ด่านศุลกากรหนองคาย เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เดือนเดียวมีการนำเข้าแร่พลวง 51,681,924 บาท ปริมาณ 164,535 กิโลกรัม หากไม่แก้ไขต้นเหตุประชาชนก็คงต้องอยู่กับสารโลหะหนักต่อไป
“หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของปัญหานี้คือ ลักษณะปัญหาที่เป็นมลพิษข้ามพรมแดน ที่แหล่งกำเนิดมลพิษอยู่ในพื้นที่เหมืองแร่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ทำให้ไทยไม่สามารถควบคุมต้นทางได้โดยตรง แม้ภาครัฐจะเริ่มขยับในระดับนโยบาย แต่การเยียวยาประชาชนยังคงไร้คำตอบ สถานการณ์ในตอนนี้เสมือนวิกฤตสิ่งแวดล้อมระดับชาติ ที่ทำลายความมั่นคงทางอาหารและอาชีพของชุมชน หากรัฐบาลยังไร้วี่แววการเจรจาหรือการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมปัญหานี้อาจกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ทำลายระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง กระทบทั้งชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว”
12 องค์กร เปิดผนึกถึงนายกฯ ปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง
สืบเนื่องจากในวันที่ 22 เมษายน 2569 ชาวประมงในอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จับปลาแค้ในแม่น้ำโขง มีลักษณะลำตัวผิดปกติ กล่าวคือมีตุ่มขนาดเล็กและใหญ่กระจายไปตามลำตัว เงี่ยง ครีบ และหางปลา ซึ่งไม่เคยพบเห็นปลาที่มีลักษณะผิดปกติเช่นนี้มาก่อน และมีสภาพเช่นเดียวกับปลาแค้ที่จับได้ในแม่น้ำโขงในภาคเหนือเมื่อต้นปี 2568 ก่อนจะมีการตรวจพบสารโลหะหนักจำนวนมากปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก และแม่น้ำโขงในภาคเหนือ
ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องทั้ง 12 องค์กร (กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfy) กลุ่มฮักเชียงคาน กลุ่มฮักแม่น้ำเลย สมาคมฮักแม่น้ำโขง สมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalion) มูลนิธศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resources Center Foundation : CRC) มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กลุ่มองค์กรประมงชุมชนบ้านม่วง มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต สภาองค์กรชุมชนตำบลพระกลางทุ่ง และเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง)
ได้ร่วมเสนอมาตรการติดตาม เฝ้าระวัง ในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักประกันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชนและระบบนิเวศแม่น้ำโขง และเศรษฐกิจของชุมชมชนที่มั่นคง ดังนี้
1. ให้มีการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดิน ใน 7 จังหวัดติดแม่น้ำโขงภาคอีสาน อย่างน้อยจังหวัดละ 3 จุด และ
สอดคล้องกับจุดบรรจบของลำน้ำสาขาสายหลักของทั้งประเทศไทยและ สปป.ลาว เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีอาณาเขตติดแม่น้ำโขงเป็นระยะทางไกลมาก และมีการตรวจอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับภาคเหนือ
2. ให้มีการตรวจคุณภาพน้ำประปา ที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำโขง ทั้งในส่วนของการประปาส่วนภูมิภาค และการประปาของหมู่บ้าน และมีการตรวจอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
3. ให้มีการตรวจปลา สัตว์น้ำ สัตว์หน้าดิน และพืชผักริมโขง อย่างน้อยจังหวัดละ 3 จุด เช่นเดียวกับในข้อ 1
4. ให้มีการตรวจเลือด ปัสสาวะ และสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงการปนเปื้อนสารพิษโลหะหนัก ตลอด 7 จังหวัดภาคอีสาน
5. ให้มีการตรวจสอบที่มาของสารพิษโลหะหนัก ทั้งที่มาจากแม่น้ำโขงจากภาคเหนือ และลำน้ำสาขาจากประเทศ สปป.ลาว และกำหนดมาตรการระหว่างประเทศเพื่อยับยั้งหรือควบคุมแหล่งกำเนิดสารพิษโลหะหนักทั้งหมดนี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตสารพิษลุ่มน้ำกกสู่แม่โขง ครบรอบ 1 ปี เยียวยาไม่คืบ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net