โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตสารพิษลุ่มน้ำกกสู่แม่โขง ครบรอบ 1 ปี เยียวยาไม่คืบ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนที่เกิดจากการปล่อยน้ำเสียการทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาไหลผ่านแม่น้ำแม่กก สาย-รวก โขง สาละวิน รวมถึงแม่น้ำกระบุรี ทั้งติดตามตรวจสอบ แก้ปัญหาที่ต้นทาง เจรจาระหว่างประเทศ และแสวงหาความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อผลักดันการดำเนินงานให้สำเร็จเป็นรูปธรรม และมีความยั่งยืน เพื่อคุ้มครองคุณภาพน้ำและระบบนิเวศในพื้นที่ดังกล่าวให้กลับมาสมบูรณ์

ทว่าสถานการณ์สารพิษปนเปื้อนใน “แม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง” ยังคงเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขในพื้นที่ภาคเหนือมาตลอด 1 ปี ทำลายวิถีชีวิตและที่ทำกินของชาวบ้านริมสายน้ำ จ.เชียงราย และเชียงใหม่ ทั้งภาคการท่องเที่ยวแพริมน้ำ ที่ผู้ประกอบการต่างสูญเสียรายได้หลักแสน จนต้องหันมาหาเลี้ยงชีพด้วยรายได้เพียงร้อยต่อวันเท่านั้น

ส่วนภาคประมงพื้นบ้านพบว่าปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำไม่ได้ทำลายแค่อาชีพ แต่รวมถึงวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ขณะที่ภาคเกษตรกรรมยังต้องอาศัยการใช้น้ำแม่น้ำกกเพื่อการเกษตร เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำสำรอง ภายใต้ความกังวลว่าสารพิษจะเกิดการสะสมในดิน และสะสมในร่างกาย

1 ปี ปัญหายังอยู่ที่เดิม

ด้านสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากการลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์น้ำกก ครบรอบ 1 ปี “ปลาเป็นตุ่ม” สู่หายนะเศรษฐกิจเชียงราย ย้อนกลับไปวันที่ 22 เมษายน 2568 ภาพปลาแค้ที่เป็นตุ่มพุพองทั่วตัวเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ นำไปสู่การตรวจพบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกกที่มีต้นตอมาจากเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดิ่งลง

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาชาวประมงพื้นบ้านในแม่น้ำกก โดยเฉพาะกลุ่มสามล้อดอยตอง และชมรมชาวเรือเชียงราย ต้องเผชิญกับภาวะ “รายได้หายแต่หนี้เพิ่ม” โดยเฉพาะช่วงเดือนมิถุนายน ถึงกันยายน 2568 รายได้เป็นศูนย์ ขายปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว ขณะที่ชาวประมงมีต้นทุนอุปกรณ์เฉลี่ยสูงถึง 83,000 บาทต่อคน แต่กลับไม่มีรายได้มาจุนเจือ

สารพิษลุ่มน้ำกกสู่แม่โขง

จากการลงพื้นที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 พบว่าปลาท้องถิ่นกว่า 94 ชนิดในแม่น้ำกกเริ่มสูญหายไป เสียงเรียกร้องจากชาวประมงต่อภาครัฐยังไม่ได้รับการตอบสนอง โดยข้อเสนอหลัก 4 ประการยังคงถูกวางเฉย ได้แก่ 1) การเยียวยาชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป 2) การสื่อสารที่โปร่งใส ถึงสถานการณ์น้ำและปลาที่ปนเปื้อน 3) การเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อหยุดต้นตอการปล่อยสารพิษจากเหมืองต้นน้ำ และ 4) การตรวจสุขภาพ และให้คำแนะนำการป้องกันสารพิษแก่ประชาชน

ที่น่ากังวลใจที่สุดคือ มีรายงานพบว่าปลาป่วยลามไปยังแม่น้ำโขงในเขตจังหวัดเลยแล้ว นับเป็นการส่งสัญญาณว่าวิกฤตสารพิษกำลังขยายตัวไปสู่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นสายเลือดใหญ่ของชาวประมงอีก 7 จังหวัดภาคอีสานที่เตรียมตัวรับแรงกระแทกเป็นลำดับถัดไป

ลุ่มน้ำสาละวิน สารพิษพุ่ง 6 เท่า

ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) ที่ 1 จ.เชียงใหม่ รายงานผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวิน ครั้งที่ 3 โดยเก็บตัวอย่างน้ำระหว่างวันที่ 24-27 มีนาคม 2569 พบสารหนู (As) เกินค่ามาตรฐานในทุกจุดตรวจ ตั้งแต่บ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จนถึงบ้านสบเมย อ.สบเมย มีค่าอยู่ในช่วง 0.049-0.060 มก./ล. ส่วนค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.01 มก./ล.

ทั้งนี้ผลการตรวจในครั้งที่ 3 พบว่าปริมาณสารหนูในน้ำผิวดินสูงกว่าผลตรวจ 2 ครั้งแรก โดยครั้งที่ 1 พบสารหนูอยู่ในช่วง 0.034-0.038 มก./ล. และครั้งที่ 2 พบสารหนูอยู่ในช่วง 0.034-0.038 มก./ล.

ด้านผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาคเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งเตือนผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำสาละวิน ระบุว่า สถานการณ์สารปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินน่าเป็นห่วงมากขึ้น จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างตรวจวัดคุณภาพน้ำล่าสุด พบสารหนูเกินมาตรฐาน 5-6 เท่า จึงขอให้ระมัดระวังการใช้น้ำ งดนำน้ำมาอุปโภคหรือบริโภคโดยไม่ผ่านการบำบัดที่ถูกต้อง และงดบริโภคสัตว์น้ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำประมงหรือทำกิจกรรมในน้ำบริเวณที่มีค่าสูง สารหนูที่เกินมาตรฐานอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย

วิกฤตโขงลามถึงเชียงคาน

ล่าสุด (22 เมษายน 2569) กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) เผยแพร่ภาพปลาในแม่น้ำโขงบริเวณอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ที่มีลักษณะผิดปกติ สร้างความวิตกต่อความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนสารพิษในระบบนิเวศน้ำจืด และการลุกลามเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของประชาชนในภูมิภาคหลังหลายหน่วยงานตรวจพบ “สารหนู” และโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในหลายจุดของลำน้ำ ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในประเทศเมียนมา

เรื่องราวดังกล่าวถูกค้นพบโดย “นายชาญณรงค์ วงศ์ลา” ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ระบุว่า นับเป็นครั้งที่สามในรอบสองเดือน ที่พบปลาแค้ในแม่น้ำโขงบริเวณเชียงคานมีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณผิวหนัง ครีบ และหนวด ที่ปรากฏเป็นตุ่มคล้ายหนอง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้อาจไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุด แต่มีแนวโน้มเป็นปัญหาเชิงระบบที่กำลังก่อตัวและขยายตัวตามแนวลำน้ำ

นายชาญณรงค์ระบุอีกว่า หน่วยงานรัฐไม่ควรนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และควรเร่งจัดตั้งระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำโขงอย่างเป็นระบบ ทั้งการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดิน การวิเคราะห์ตะกอนดิน การตรวจสารพิษในสัตว์น้ำ รวมถึงการติดตามพืชพันธุ์ริมฝั่งแม่น้ำ พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่

แม้เครือข่ายภาคประชาสังคมในภาคอีสานจะรายงานว่ายังไม่พบความผิดปกติในลักษณะเดียวกันในจังหวัดริมโขงตอนล่าง เช่น หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี แต่การไหลของน้ำและตะกอนอาจสามารถพาสารปนเปื้อนเคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้

จ่อตั้งสถานีตรวจ 8 จุด

ขณะที่ นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เน้นย้ำถึงแผนการติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ให้สอดคล้องกันเพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน การสะสมในสัตว์น้ำ สัตว์หน้าดิน พืชผลทางการเกษตร ดิน และสุขภาพประชาชน พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป ในส่วนของการแก้ไขปัญหา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางไปหารือกับประเทศเพื่อนบ้านในวาระอันใกล้นี้

โดยระบุว่า ผลการตรวจวัดคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำสำคัญภาคเหนือ ครั้งที่ 10 หลังเกิดกรณีความขุ่นผิดปกติของแม่น้ำกก ดำเนินการเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 8-11 มีนาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พบการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักเกินมาตรฐานหลายจุดในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำฝาง แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำลาว

อย่างไรก็ตาม คพ.ยังยืนยันว่าประชาชนสามารถทำกิจกรรมพายเรือเล่น เดินเล่น หรือปางช้างสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ ยกเว้นการว่ายน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลควรเลี่ยงการสัมผัส เพื่อป้องกันการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากการสะสมของสารหนูในห่วงโซ่อาหารระยะยาว โดยยังสามารถนำน้ำไปอุปโภค-บริโภคได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำ ขณะที่การบริโภคเนื้อปลายังสามารถทำได้ปกติ แต่งดบริโภคส่วนหัวและตับปลาเพื่อความปลอดภัย

ในอนาคตมีแผนก่อสร้างสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ (Auto Station) ที่บริเวณแม่น้ำกก ทั้งหมด 8 จุด วงเงินประมาณ 64 ล้านบาท และจะขยายเพิ่มไปที่แม่น้ำสาละวิน 3 จุด เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย หวังใช้เป็นระบบแจ้งเตือนและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

สารพิษลุ่มน้ำกกสู่แม่โขง

ยกระดับร่วมมือระดับภูมิภาค

นอกจากนี้กรมควบคุมมลพิษยังได้ประชุมหารือความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน โดยมี คุณซิเบลล่า สเติร์น เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ดร.รัตมณี อ๋องสกุล ผู้จัดการโครงการอาวุโส แผนกการพัฒนา สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และผู้แทนกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมการประชุมหารือ เพื่อยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค

โดยสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย และโครงการริเริ่มด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของรัฐบาลออสเตรเลีย ที่มีความเชี่ยวชาญทางน้ำ มีความยินดีที่จะสนับสนุนการดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันและจัดการมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน อาทิ การจัดหาผู้เชี่ยวชาญออสเตรเลียเข้าร่วมโครงการ และร่วมกันจัดทำขอบเขตงาน (Terms of Reference-TOR) ให้ตรงกับความต้องการของฝ่ายไทย

ทั้งนี้ คพ.เสนอให้มีการจัดประชุมในครั้งต่อไป โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม เพื่อปรับปรุงรายละเอียดในข้อเสนอโครงการ (Proposal) ให้มีความเหมาะสมและมีขอบเขตที่ครอบคลุมมากขึ้น และเน้นย้ำการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่ข้ามพรมแดนด้วยความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านและการสนับสนุนทางเทคนิคระดับสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำ และเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมในพื้นที่ไปสู่มาตรฐานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น

ขณะเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน พร้อมสั่งทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ใช้การบริหารจัดการแบบ “Single Command” มอบอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมข้อสั่งการแก้ไขปัญหาสาธารณภัยภาคเหนือ

โดยเฉพาะการแก้ไขมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน ได้แก่ 1) ยกระดับความร่วมมือด้านการต่างประเทศ ตั้งคณะทำงานร่วมกับประเทศเมียนมา 2) ติดตั้งสถานีตรวจวัดอัตโนมัติ เฝ้าระวังคุณภาพน้ำและแจ้งเตือนภัยอย่างรวดเร็ว แม่นยำ 3) ดูแลสุขภาพประชาชนและระบบนิเวศ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบสถานการณ์ และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ นายอนุทินเน้นย้ำว่า รัฐ เอกชน ประชาชน ร่วมใจสร้างความปลอดภัยจากภัยพิบัติ บูรณาการเชิงรุก เพื่อให้คุณภาพชีวิตประชาชนกลับคืนมา

จี้รัฐเจรจา-ยุตินำเข้าแร่สำคัญ

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงข้อเรียกร้องการแก้ไขต้นเหตุปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม 2 ข้อหลัก โดยระบุว่า 1) รัฐบาลต้องเจรจากับรัฐบาลลาว รัฐบาลเมียนมา กองกำลังชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในเมียนมา และรัฐบาลจีน เพื่อยุติการทำเหมืองแร่ที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดน

2) รัฐบาลต้องสั่งการให้บริษัทในประเทศไทยทั้งหมดยุตินำเข้าแร่สำคัญ (ดีบุก พลวง ทองแดง แมงกานีส วุลแฟรม ทังสเตน และตะกั่ว) ทั้งหมดจากเมียนมาและลาว พร้อมทั้งให้ผู้นำเข้าแร่ทั้งหมดเปิดเผยข้อมูลที่ตั้งเหมืองแร่ที่รับซื้อมาจากเมียนมาและลาวที่ผ่านแดนไทยส่งออกไปจีน เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าแร่สำคัญจากลาว

ยกตัวอย่างที่ด่านศุลกากรหนองคาย เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เดือนเดียวมีการนำเข้าแร่พลวง 51,681,924 บาท ปริมาณ 164,535 กิโลกรัม หากไม่แก้ไขต้นเหตุประชาชนก็คงต้องอยู่กับสารโลหะหนักต่อไป

“หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของปัญหานี้คือ ลักษณะปัญหาที่เป็นมลพิษข้ามพรมแดน ที่แหล่งกำเนิดมลพิษอยู่ในพื้นที่เหมืองแร่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ทำให้ไทยไม่สามารถควบคุมต้นทางได้โดยตรง แม้ภาครัฐจะเริ่มขยับในระดับนโยบาย แต่การเยียวยาประชาชนยังคงไร้คำตอบ สถานการณ์ในตอนนี้เสมือนวิกฤตสิ่งแวดล้อมระดับชาติ ที่ทำลายความมั่นคงทางอาหารและอาชีพของชุมชน หากรัฐบาลยังไร้วี่แววการเจรจาหรือการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมปัญหานี้อาจกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ทำลายระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง กระทบทั้งชีวิตและเศรษฐกิจในระยะยาว”

สารพิษลุ่มน้ำกกสู่แม่โขง

12 องค์กร เปิดผนึกถึงนายกฯ ปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง

สืบเนื่องจากในวันที่ 22 เมษายน 2569 ชาวประมงในอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จับปลาแค้ในแม่น้ำโขง มีลักษณะลำตัวผิดปกติ กล่าวคือมีตุ่มขนาดเล็กและใหญ่กระจายไปตามลำตัว เงี่ยง ครีบ และหางปลา ซึ่งไม่เคยพบเห็นปลาที่มีลักษณะผิดปกติเช่นนี้มาก่อน และมีสภาพเช่นเดียวกับปลาแค้ที่จับได้ในแม่น้ำโขงในภาคเหนือเมื่อต้นปี 2568 ก่อนจะมีการตรวจพบสารโลหะหนักจำนวนมากปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก และแม่น้ำโขงในภาคเหนือ

ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องทั้ง 12 องค์กร (กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfy) กลุ่มฮักเชียงคาน กลุ่มฮักแม่น้ำเลย สมาคมฮักแม่น้ำโขง สมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalion) มูลนิธศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resources Center Foundation : CRC) มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กลุ่มองค์กรประมงชุมชนบ้านม่วง มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต สภาองค์กรชุมชนตำบลพระกลางทุ่ง และเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง)

ได้ร่วมเสนอมาตรการติดตาม เฝ้าระวัง ในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักประกันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชนและระบบนิเวศแม่น้ำโขง และเศรษฐกิจของชุมชมชนที่มั่นคง ดังนี้

1. ให้มีการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดิน ใน 7 จังหวัดติดแม่น้ำโขงภาคอีสาน อย่างน้อยจังหวัดละ 3 จุด และ

สอดคล้องกับจุดบรรจบของลำน้ำสาขาสายหลักของทั้งประเทศไทยและ สปป.ลาว เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีอาณาเขตติดแม่น้ำโขงเป็นระยะทางไกลมาก และมีการตรวจอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับภาคเหนือ

2. ให้มีการตรวจคุณภาพน้ำประปา ที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำโขง ทั้งในส่วนของการประปาส่วนภูมิภาค และการประปาของหมู่บ้าน และมีการตรวจอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

3. ให้มีการตรวจปลา สัตว์น้ำ สัตว์หน้าดิน และพืชผักริมโขง อย่างน้อยจังหวัดละ 3 จุด เช่นเดียวกับในข้อ 1

4. ให้มีการตรวจเลือด ปัสสาวะ และสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงการปนเปื้อนสารพิษโลหะหนัก ตลอด 7 จังหวัดภาคอีสาน

5. ให้มีการตรวจสอบที่มาของสารพิษโลหะหนัก ทั้งที่มาจากแม่น้ำโขงจากภาคเหนือ และลำน้ำสาขาจากประเทศ สปป.ลาว และกำหนดมาตรการระหว่างประเทศเพื่อยับยั้งหรือควบคุมแหล่งกำเนิดสารพิษโลหะหนักทั้งหมดนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตสารพิษลุ่มน้ำกกสู่แม่โขง ครบรอบ 1 ปี เยียวยาไม่คืบ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...