โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทรีนีตี้” ชี้หุ้นไทย Q2/69 แกว่ง 1,260–1,530 จุด กำไร บจ.คือตัวแปรหลัก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินว่ากรอบการแกว่งตัวของ SET Index ในไตรมาส 2 จะมีเส้นแบ่งความถูก-แพงอยู่ที่บริเวณ 1,390 – 1,400 จุด ขณะที่ในกรณีเลวร้าย (Worst-case scenario) แนวรับด้านล่างจะอยู่ที่บริเวณ 1,260 – 1,290 จุด ด้านแนวต้าน มองว่าระดับดัชนีที่มีโอกาสไปได้ไกลสุด ยังคงเป็นแนวต้านระดับเดิมที่เคยให้ไว้ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา นั่นก็คือที่ระดับ 1,530 จุด

ทั้งนี้ เชื่อว่าการแกว่งตัวของ SET Index ในช่วงถัดไป จะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นสำคัญ เนื่องจากในฝั่งของตัวคูณ Valuation ในตลาด (Multiple) นั้น น่าจะเริ่มนิ่งแล้ว หลังมีความมั่นใจว่าธปท.จะมีการคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.0% ไปตลอดจนกระทั่งถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้ระดับ Forward PE ที่เหมาะสมในกรณี Conservative Base และ Best case อยู่ที่ระดับเดิมกับช่วงต้นปีที่ 13.8x, 14.8x และ 15.9x เท่า ตามลำดับ

“สิ่งที่เป็นกังวลใจเล็กๆ ในช่วงต้นไตรมาส 2 นี้คือ ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่ยังไม่มีทิศทางการปรับตัวลงมากนัก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าในช่วงแรก กลุ่มหุ้นโภคภัณฑ์ในบ้านเราเห็นการขยับขึ้นของคาดการณ์กำไรตามราคาพลังงาน และยังอยู่ในช่วงของการรอปิดงบประจำไตรมาส 1 อยู่”นายณัฐชาต กล่าว

ดังนั้นหากเข้าสู่เดือนเม.ย.-พ.ค. ที่มักจะมีการประชุม Preview และ Review ผลประกอบการของนักวิเคราะห์เมื่อไหร่ ประเมินว่าช่วงนั้นอาจจะได้เห็นการออกมาให้แนวโน้มประจำปีของผู้บริหารบริษัทต่างๆในโทนลบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของระลอกการปรับลดประมาณการในตลาดได้

อย่างไรก็ตาม ภาพของ Earnings บริษัทจดทะเบียนของไทย คงจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับภาพเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากยังพอมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ช่วยหักล้างผลกระทบเชิงลบดังกล่าวได้

เช่น กลุ่มพลังงานต้นน้ำ กลุ่ม Oil & Gas กลุ่มปิโตรเคมีบางตัวที่ไม่มีปัญหาในการเข้าถึง Feedstock และกลุ่ม Soft commodities ด้วยเหตุนี้ จึงประเมิน Downside risk ของ EPS ตลาดหุ้นไทยจากวิกฤติสงครามครั้งนี้ในกรณีฐานอยู่เพียงระดับ 3% จากช่วง Pre-war ในขณะที่กรณีเลวร้ายสุด ประเมินอยู่ที่ระดับ 5%

จากเหตุผลข้างต้น ทรีนีตี้ได้ทำการแบ่งฉากทัศน์ (Scenario) ของแนวโน้มผลกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ประจำปี 2026 ไว้ 3 กรณีดังต่อไปนี้

1) ในกรณีดีที่สุด หรือฉากทัศน์ที่ EPS ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากคาดการณ์เดิม หรือหมายความว่าการปรับขึ้นของกำไรกลุ่ม Oil & Gas ในบ้านเรา จากการปรับขึ้นของราคาพลังงาน สามารถที่จะชดเชยกลุ่มอื่นๆ ได้ทั้งหมด ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับเดียวกันกับช่วงต้นปีที่ 96.4 บาท

2) กรณีที่ EPS มีการปรับลดลงจากช่วงก่อนสงครามราว 3% ซึ่งมีแนวโน้มเป็นฉากทัศน์ในกรณีฐานของเรา สมมติฐานในกรณีนี้คือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ในระดับสูงเกิน 100 เหรียญฯ/บาร์เรลเป็นเวลา 1 เดือนโดยประมาณ ซึ่งน่าจะทำให้สุทธิแล้ว ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อหุ้นกลุ่ม Non-Oil & Gas เริ่มมีมากกว่าผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อกลุ่ม Oil & Gas ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 93.5 บาท

3) กรณีที่ EPS มีการปรับลดลงจากช่วงก่อนสงครามราว 5% ซึ่งถือเป็นกรณีเลวร้ายสุดที่เราประเมินไว้ คือภาวะสงครามมีความยืดเยื้อจนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนสูงกว่าระดับ 100 เหรียญฯ/บาร์เรล ยาวนานกว่าระยะ 1 เดือนขึ้นไปซึ่งน่าจะทำให้สุทธิแล้ว

ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อหุ้นกลุ่ม Non-Oil & Gas มีมากกว่าผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อกลุ่ม Oil & Gas อย่างเห็นได้ชัด ในกรณีนี้ คาดการณ์ EPS ของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 91.6 บาท

จากกรอบแนวคิดวิธี PE Model และการใส่สมมติฐานคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งในกรณี Best case และ Worst case ทำให้ทรีนีตี้มั่นใจอย่างสูงว่า SET Index ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วที่ระดับ 1,550 จุด ขณะเดียวกัน โมเดลของเราก็บ่งชี้ว่า SET Index น่าจะไม่ลงไปที่จุดต่ำสุดที่เป็นจุดตั้งต้นของปีนี้ที่ระดับ 1,230 จุดเช่นกัน

สำหรับทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือนเม.ย. 2569 ประเมินภาพ SET Index อาจจะยังมีความผันผวนต่อ โดยจะแกว่งตัวตามพัฒนาการของภาวะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 1 เป็นต้น

ขณะที่กลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ การ Selective ไปยังกลุ่มหุ้นที่เป็นหลุมหลบภัย (Bunker stocks) และกลุ่มที่มีความเสี่ยงทางด้าน Earnings ที่กำลังจะประกาศออกมาในช่วงถัดไปค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ อาทิ

1. กลุ่มหุ้นผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่มีอำนาจในการตั้งราคาสูง เช่น ADVANC, TRUE

2. กลุ่มโรงพยาบาลที่ไม่ได้อิงกับผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางมากนัก เช่น BDMS, BCH, CHG

3. กลุ่มค้าปลีกจำเป็นขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนค่าไฟในระดับต่ำ เช่น BJC, CPAXT

4. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เห็นการเร่งตัวของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เช่น AMATA, WHA

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...