‘อาจารย์โต้ง’ เปิดเบื้องลึกถูกเลิกจ้าง ยืนยันเดินหน้าทวงความยุติธรรมคดีขนดิน 140 คันรถ ท้าตั้งโต๊ะแถลงเปิดหลักฐาน
ความคืบหน้ากรณีข้อพิพาทระหว่างรศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง นักอาชญาวิทยา กับ มหาวิทยาลัยรังสิต ภายหลังเกิดเหตุการณ์สั่งพ้นสภาพบุคลากรอย่างกะทันหัน
วันนี้ (2 เมษายน) รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าทางคดีกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมให้สัมภาษณ์เปิดเผยข้อเท็จจริงในมุมมองของตนเอง โดยยืนยันว่าสาเหตุหลักของการถูกเลิกจ้างไม่ได้มาจากความบกพร่องในหน้าที่ แต่เป็นผลพวงมาจากการทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการลักลอบขนย้ายดินออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัยกว่า 140 คันรถ
รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ระบุว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่ตนได้รับมอบหมายจากอธิการบดีท่านก่อนหน้า ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาลงโทษทางวินัยกรณีดังกล่าว โดยคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่าย ทั้งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานบุคคล นิติกร และผู้แทนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ทั้งภาพถ่าย คลิปจากกล้องวงจรปิด พยานบุคคล และพยานเอกสารที่มีความเชื่อมโยง คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดระเบียบของมหาวิทยาลัยจริง และยืนยันว่าสิ่งที่ถูกขนออกไปคือดิน นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานสำคัญคือ บริษัทที่มีการขนดินออกไปได้ทำบันทึกรับสารภาพกับทางมหาวิทยาลัยไว้แล้ว รวมถึงมีพยานบุคคลยืนยันว่ารองผู้อำนวยการท่านหนึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ปล่อยรถบรรทุกดินออกไป เนื่องจากรถบรรทุกถูกสกัดกั้นไว้ในตอนแรก
อดีตรองอธิการบดีฝ่ายความปลอดภัย เปิดเผยต่อว่า ในช่วงเวลานั้น อธิการบดีได้มอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้ แต่ปรากฏว่าคดีกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ไม่มีการเรียกคนขับรถบรรทุกนับร้อยคันมาสอบปากคำ ไม่มีการตรวจสอบเส้นทางรถ จุดทิ้งดิน หรือตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ที่ผ่านมา ตนได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งตนถูกสั่งเลิกจ้าง ล่าสุดจึงได้เดินทางไปยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าคดีต่อ ผบ.ตร. เป็นครั้งที่ 2 เพื่อทวงถามความยุติธรรมในฐานะประชาชนที่ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีการเปลี่ยนตัวอธิการบดีโดยให้เหตุผลเรื่องการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ และต่อมาได้รับทราบข้อเท็จจริงว่ามีการไปถอนแจ้งความร้องทุกข์ในคดีดังกล่าว โดยพนักงานสอบสวนมองว่าเมื่อมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินตั้งคณะกรรมการชุดใหม่และมองว่าไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีการดำเนินการต่อ
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางกฎหมายรศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ แย้งว่า ข้อหาลักทรัพย์นายจ้างเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน แม้จะมีการถอนแจ้งความ กระบวนการสอบสวนก็ต้องดำเนินต่อไป ไม่สามารถยุติได้เพียงเพราะผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ
สำหรับกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยออกมาชี้แจงว่าสิ่งที่ขนออกไปคือขยะ ไม่ใช่ดิน และกล่าวหาว่าข้อมูลของตนเป็นความเท็จนั้น รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยืนยันว่าตนมีหลักฐานครบถ้วนทุกประการ ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด และระบบตรวจจับป้ายทะเบียน (License Plate Recognition – LPR) ที่บันทึกวันเวลาและทะเบียนรถทุกคันที่เข้าออกมหาวิทยาลัยได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเอกสารใบเบิกเงิน 2 ฉบับ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเซ็นอนุมัติ ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ไม่มีการอนุมัติหรืออนุญาตให้มีการขนดินหรือขยะใด ๆ ทั้งสิ้น” พร้อมประกาศท้าให้มหาวิทยาลัยตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน เพื่อเปิดเผยหลักฐานทีละประเด็น โดยเชิญตัวแทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาร่วมรับฟัง เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสและแสดงให้เห็นถึงหลักธรรมาภิบาล
รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยังได้เปิดเผยถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่โปร่งใสอื่น ๆ โดยระบุว่าได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังกระทรวง อว. ถึง 4 ครั้ง (16 ก.ค. ปีที่แล้ว, 1 ธ.ค. ปีที่แล้ว, 6 ม.ค. ปีนี้ และ 23 ก.พ. ปีนี้) ในประเด็นเรื่องการดำรงตำแหน่งที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการแต่งตั้งผู้บริหารชุดใหม่ที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ แต่ทางกระทรวง อว. กลับตอบสนองเพียงว่า มหาวิทยาลัยได้ชี้แจงว่าตรวจสอบแล้วและทำถูกต้องทุกขั้นตอน โดยไม่ได้ลงลึกในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยอมรับว่าตนทราบดีถึงความขัดแย้งภายในโครงสร้างผู้มีอำนาจของมหาวิทยาลัย และเคยถูกคนใกล้ชิดตักเตือนแล้ว แต่ที่ตัดสินใจดำเนินการตรวจสอบเพราะได้รับคำสั่งโดยตรงจากอธิการบดีท่านเดิม ที่เชื่อมั่นในความตรงไปตรงมาและประสบการณ์การทำงานในฐานะอดีตข้าราชการตำรวจของตน
“ถึงแม้มหาวิทยาลัยจะไม่เคยเห็นคุณงามความดีที่ผมก่อตั้งคณะอาชญาวิทยามาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว หรือการที่ผมมาปฏิรูประบบความปลอดภัยให้ ท่านมาทุบผมแบบนี้ไม่เป็นไร แต่ท่านอย่ามาทุบความยุติธรรมของคนในประเทศนี้ ตอนนี้ผมตกงาน แต่ความยุติธรรมไม่เคยตกไปจากหัวใจผม” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตามวานนี้ 1 เมษายน 2569 ทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า สาเหตุของการเลิกจ้างไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริตหรือเรื่องการลักลอบขนดินตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด พร้อมทั้งระบุว่าข้อมูลเรื่องการขโมยดินนั้นไม่เป็นความจริง
ทางสถาบันชี้แจงว่า เหตุผลอันเป็นข้อยุติในการเลิกจ้าง เกิดจากการที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ได้นำข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นเท็จไปเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถาบันต้องใช้สิทธิเลิกจ้างโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบ