ซีพีแรม ย้ำจุดยืนขอเป็น "รายสุดท้าย" ที่จะขึ้นราคาอาหาร แม้ต้นทุนน้ำมัน-โลจิสติกส์พุ่ง
">
ซีพีแรม ย้ำจุดยืนไม่ขึ้นราคาอาหาร หลังต้นทุนน้ำมันและโลจิสติกส์สูงขึ้น พร้อมจัดการต้นทุนภายในและลดค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชน ยืนยันจะเป็นผู้ประกอบการ “รายสุดท้าย” ที่พิจารณาปรับราคาอาหาร
วันที่ 2 เม.ย.69 นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CP RAM) เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาสินค้าในขณะนี้คือผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันในประเทศไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าอาหารตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร อาหารทะเล สัตว์น้ำ และเนื้อสัตว์ประเภทต่าง ๆ เนื่องจากมีต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่าต้นทุนเหล่านี้จะแทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนของวัตถุดิบ ทั้งพืชผักและเนื้อสัตว์ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาอาหาร โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานในไตรมาสที่ 2 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก
สำหรับแนวทางการรับมือของ ซีพี แรม ต่อการปรับตัวของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นนั้น ทางบริษัทมีนโยบายชัดเจนว่า ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นทางออกแรก แต่จะให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเพื่อบริหารจัดการต้นทุนด้วยตัวเองให้ถึงที่สุด ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกำไรและเพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาวะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น
“ยืนยันว่า ซีพี แรม จะพยายามประคองราคาและขอเป็นผู้ประกอบการรายสุดท้าย ที่จะพิจารณาปรับขึ้นราคา หลังจากที่พยายามต้านทานต้นทุนในทุกวิถีทางแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะมีอาหารคุณภาพดีรับประทานในราคาที่เหมาะสม”
นายวิเศษ ยังประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ว่า สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงเนื่องจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายของประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียม ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน นอกเหนือจากปัญหาด้านราคาแล้ว บริษัทยังต้องเฝ้าระวังเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ในตลาด โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อเตรียมแผนรองรับและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขานรับมาตรการของภาครัฐ เช่น การส่งเสริมการทำงานในรูปแบบ Work From Home ซึ่งช่วยลดการใช้จ่ายจากการเดินทางและลดผลกระทบจากราคาน้ำมันในภาคส่วนที่ดำเนินการได้