คุ้มมั้ยกู้ 4 แสนล้าน สกัดวิกฤต 5 ระลอก
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
เหตุผลที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงหลัง ครม.มีมติออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า เพื่อ “หยุดความเสี่ยง” ก่อนที่ประเทศไทยจะเกิด Stagflation (เศรษฐกิจตกต่ำ+เงินเฟ้อพุ่ง)
โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ครั้งนี้เป็นวิกฤตโลก ซึ่งเป็นวิกฤตที่ทั้งรุนแรง รวดเร็ว และมาเป็นระลอกต่อเนื่อง
ดังนั้นการที่จะปล่อยให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยมาเยียวยา แก้ปัญหาคงไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง
รองนายกฯระบุว่า รัฐบาลเห็นสัญญาณของเศรษฐกิจไม่ดีมาเป็นระลอกต่อเนื่อง 5 ระลอก ตั้งแต่วิกฤตสงคราม ส่งต่อมาระลอกที่สอง เป็นวิกฤตพลังงาน และล่าสุดกำลังเข้าสู่ระลอกที่สาม ต้นทุนสินค้าราคาสูง เห็นได้ชัดจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และจะลามไปสู่ระลอกถัดไปคือ “กำลังซื้อตกต่ำ-ภาคธุรกิจกำไรลดลง-เกิดการตกงาน และจีดีพีประเทศลดลง”
“ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะทำให้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง Double Squeeze หรือแรงบีบ 2 ด้าน คือต้นทุนสูง-รายได้หด จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมกระสุนไว้บรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน และป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเกิด Stagflation”
นี่จึงคือเหตุผลที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อไม่ให้วิกฤตลุกลาม
แม้ว่าประเด็นการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ยังมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แต่หลายฝ่ายก็ยอมรับว่ามีความจำเป็นในการที่จะเยียวยาดูแลผลกระทบกับประชาชน
เพราะวิกฤตครั้งนี้รุนแรงและเกินคาดเดา และทั่วโลกก็เจอผลกระทบถ้วนหน้า แม้แต่“ลอว์เรนซ์ หว่อง” นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ก็ออกมาส่งสัญญาณเตือนประชาชนหลายครั้งถึงวิกฤตจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
และเมื่อ 1 พ.ค.วันแรงงานที่ผ่านมา “ลอว์เรนซ์ หว่อง” ยังย้ำเตือนถึงวิกฤตพลังงานในปี 1970 เพื่อเตือนให้ประชาชนชาวสิงคโปร์ เข้าใจถึงความรุนแรงของสภาวะ Stagflation คือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่เกิดขึ้นพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อสูง ทำให้เกิดปัญหาว่างงานและเป็นภาวะยากลำบากของธุรกิจ
ต้องบอกว่าปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้น รัฐบาลแต่ละประเทศพูดไม่ต่างกัน แต่วิธีการแก้ปัญหาหรือวิธีการรับมือ คือประเด็นสำคัญที่แตกต่าง
สำหรับประเทศไทย รองนายกฯเอกนิติระบุว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทครั้งนี้ ไม่เพียงเยียวยาแต่เป็นการสร้างโอกาสปรับตัวของประเทศเพื่อความยั่งยืน
พร้อมอธิบายว่า การใช้เงินจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 2 แสนล้าน สำหรับเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและต้นทุน (แจกเงินไทยช่วยไทยพลัส 4,000 บาท/คน ครอบคลุม 30 ล้านคน)
อีก 2 แสนล้าน สำหรับเปลี่ยนผ่าน (Transition) พลังงานจากฟอสซิล ไปสู่พลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนระยะยาว และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอย
โดยคาดหวังว่าเงินก้อนนี้จะช่วยให้เปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งประเทศได้ภายใน 1 ปี จากปกติใช้เวลา 10 ปี
คำถามคือเราจะเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 1 ปีได้จริงหรือ ?
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เงินกู้ 2 แสนล้าน ที่ใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะใช้เงินในโครงการอะไร และทำอย่างไรให้การใช้เงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
คงต้องจับตาดูวิธีการใช้เงิน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ว่าจะลงไปในโครงกรอะไรบ้าง
เพราะถ้าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านไม่สำเร็จ ประเทศไทยอาจเสียโอกาสครั้งใหญ่
พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน คือบททดสอบสำคัญ เพราะนายกฯอนุทินระบุว่า นี่คือเครื่องมือที่จะพาประเทศพ้นวิกฤต
ประเด็นสำคัญคือการใช้เงินให้คุ้มค่ากับต้นทุนของประเทศและประชาชน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คุ้มมั้ยกู้ 4 แสนล้าน สกัดวิกฤต 5 ระลอก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net