TQR ชี้สงครามดันเบี้ยประกันพุ่ง ลุยศึกษากรมธรรม์แบบใหม่
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 15.39 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 08.39 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - TQR มองความไม่สงบในตะวันออกกลางกระทบอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยเฉพาะประกันภัย ดันเบี้ย War Risk พุ่ง ขณะเดียวกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ถูกยกระดับเป็น Systematic Risk ของโลกยุคใหม่ ชี้ “ความเสี่ยงคือโอกาส” ลุยศึกษากรมธรรม์ ESDE ประกันภัยเพื่อคุ้มครองการอพยพฉุกเฉินในกรณีพื้นที่ไม่ปลอดภัย และประกันภัยสำหรับเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) พร้อมมองประกันภัยทาง Cyber, D&O, Political, Trade Credit และ Property มีความน่าสนใจภายหลังสงครามสงบ
นายชนะพันธุ์ พิริยะพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที คิว อาร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TQR เปิดเผยว่า บริษัทฯ มองสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วนไปทั่วโลก ทั้งพลังงาน การเงิน เดินเรือ การบินการขนส่ง และประกันภัย โดยจะเห็นได้จากการปรับเบี้ยประกันภัยสงคราม (War Risk Premium) ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ปรับตัวสูงขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในสัปดาห์เดียว ขณะเดียวกันผู้รับประกันภัยยังได้ยกระดับความเข้มงวดในการรับประกันภัยทางเรือ จากเดิมที่เคยให้ความคุ้มครองเป็นรายปี แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ได้ปรับลดลงเหลือเพียงครั้งละ 7 วัน และล่าสุดมีรายงานว่าบางแห่งลดเหลือเพียง 3 วัน เท่านั้น เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์
ทั้งนี้มองประเภทประกันภัยที่รับผลกระทบหนักจากสงครามครั้งนี้ ได้แก่ Marine Insurance จากความเสี่ยงในการเดินเรือในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น, Aviation Insurance สายการบินในเส้นทางที่มีความเสี่ยง ต้องจ่ายเบี้ยสูงขึ้น, Trade Credit Insurance หรือประกันลูกหนี้การค้า จากความเสี่ยงในการชำระเงินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น, Professional Indemnity (PI) ความรับผิดทางวิชาชีพในภาวะตลาดผันผวน, Political Risk Insurance การลงทุนในภูมิภาคที่มีความตึงเครียดมีความเสี่ยงสูงขึ้น และ Cyber Insurance สงครามยุคใหม่จะมีองค์ประกอบทางไซเบอร์ ไม่ต่ำกว่า 50% ทำให้ความเสี่ยงทางไซเบอร์ จะกลายเป็นความเสี่ยงที่น่าจับตามองที่สุดเนื่องมาจากการปฏิบัติการในครั้งนี้ การโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Attack) กลายเป็นเครื่องมือหลักในสงครามยุคใหม่ โดยมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบสื่อสารควบคู่ไปกับการปฏิบัติการทางทหาร และเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะสามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้โดยไม่ต้องใช้กำลังทหารโดยตรง ทำให้ปัจจุบันความเสี่ยงทางไซเบอร์ถูกยกระดับจากความเสี่ยงด้านไอทีทั่วไป กลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (Systematic Risk) จุดใหม่ของโลก
สำหรับธุรกิจนายหน้าประกันภัย และนายหน้าประกันภัยต่อ จะต้องกลับมาดูว่ากรมธรรม์ที่แนะนำให้ลูกค้า เป็นกรมธรรม์ที่เพียงพอ และเป็นการซื้อกรมธรรม์ที่เหมาะสมหรือไม่
“ในช่วงที่ผ่านมาเราได้ทำการสำรวจข้อมูลในประเทศดูไบ ซึ่งเป็นประเทศที่มีโรงแรมหรูจำนวนมาก มีกรมธรรม์คุ้มครองการก่อการร้าย (Terrorism) อยู่ประมาณ 70% แต่มีเพียง 30% เท่านั้นที่ซื้อความคุ้มครองสงครามแบบเต็มรูปแบบ (Full Political Violence - Full PV) ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาต่อคนที่ไม่มีประกันภัย หากสถานการณ์บานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ขณะที่คนไทย ต้องมีการปรับตัว เพื่อลงไปดูถึงความเสี่ยงที่แท้จริง และต้องหาความเสี่ยงที่เหมาะสมให้กับลูกค้าและคู่ค้าของท่าน”นายชนะพันธุ์ กล่าว
*ศึกษากรมธรรม์แบบใหม่ ทั้ง ESDE- Private Jet
ส่วนประชาชนทั่วไปที่มีการซื้อกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ (PA) และประกันเดินทาง (Travel Insurance) ส่วนใหญ่ ประกันภัยจะ "ไม่คุ้มครอง" เหตุการณ์สงคราม แต่หากเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีกรมธรรม์ประเภท ESDE (Emergency Security and Disaster Evacuation) เพื่อคุ้มครองการอพยพฉุกเฉินในกรณีพื้นที่ไม่ปลอดภัย และการสนับสนุนโลจิสติกส์ ซึ่งถือว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก โดยบริษัทฯ ก็อยู่ระหว่างศึกษาในกรมธรรม์ฉบับดังกล่าว
นอกจากนี้ประกันภัยสำหรับเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) พบว่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวในประเทศดูไบพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากมีความต้องการออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นหลายเท่าในช่วงวิกฤต ซึ่งเป็นอีกประกันภัยที่มีความน่าสนใจ
พร้อมกันนี้มองว่าในอนาคตภายหลังจากเหตุการณ์สงคราม ผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่จะมีความสำคัญและได้รับความสนใจมากขึ้น ได้แก่ Cyber Insurance เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber Attack), D&O (Directors and Officers Liability) ประกันความรับผิดของผู้บริหารในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ผันผวน, Political Risk และ Political Violence Insurance ประกันความเสี่ยงทางการเมืองและความรุนแรงทางการเมือง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่มีการดำเนินงานระหว่างประเทศสูง, Trade Credit และ Supply Chain ประกันความผิดนัดชำระหนี้ทางการค้าและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขาดไม่ได้
TQR มองเห็นโอกาสการเติบโตที่โดดเด่นจากหลายผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Cyber, D&O, Political, Trade Credit รวมถึง Property (ทรัพย์สิน) ที่ครอบคลุมไปถึงความเสี่ยงจาก การก่อการร้ายและภัยสงคราม
“อะไรก็ตามที่เป็นความเสี่ยง สำหรับเรา "ความเสี่ยงคือโอกาส" ซึ่งเราก็ต้องพยายามหาความเสี่ยงใหม่ๆ แล้วนำมาปรับเปลี่ยนให้เป็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์” นายชนะพันธุ์ กล่าว