โจทย์หินด่านแรกรัฐบาลสีน้ำเงิน
เมื่อ เสียง สส.ฝ่ายรัฐบาล ท่วมท้น 289 เสียง สนับสนุน “ครูตุ๋ง” โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนเก้าอี้รองประธานสภาผู้แทนราษฎร น.ส.มัลลิกา จิระพันธ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย และ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย ก็ลอยลำคว้าตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1และ2 แบบไร้คู่แข่ง
ความสำเร็จในครั้งนี้ถือว่า “พรรคภูมิใจไทย” ปิดจ๊อบพิธีกรรมด้านนิติบัญญัติ กินรวบทั้ง 2 สภา โดย “วุฒิสภา” มี “บิ๊กหมง” มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา คุมเกม สภาสูง ที่ยังถือไพ่เหนือชั้นคุมเกมในการเลือกองค์กรอิสระ ที่ทยอย หมดวาระ และ “ครูตุ๋ง” คุมเกม สภาล่าง เป็นผู้ถือกุญแจอำนาจตัวจริงในระบบรัฐสภา ทั้งการกำหนดทิศทางการออกกฎหมาย ควบคุมการแก้รัฐธรรมนูญ และกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ห้วงขาขึ้น “พรรคภูมิใจไทย” ยึดโยงกลไกอำนาจรัฐ คุมเกมในรัฐสภา รวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ
ส่วนไฮไลท์ต่อไปถือการ คุมเกมฝ่ายบริหาร ที่ตามไทม์ไลน์คือ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มี.ค.นี้ เวลา 10.00น. ส่ง “นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คัมแบ็กอำนาจนั่งเก้าอี้ นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เป็นสมัยที่ 2 จากนั้นเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ปิดดีลรัฐบาล 292เสียง โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล ยึดตำแหน่งรัฐมนตรี 26 เก้าอี้ คุมกระทรวงหลักทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง และแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาไม่เกิน วันที่ 10 เม.ย.นี้ นับหนึ่งบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ
วันนี้เสถียรภาพรัฐบาล “อนุทิน 2 “ แข็งโป๊ก ค่ายน้ำเงินสยายปีก เป็นศูนย์กลางอำนาจ คุม 2 กลไกหลักในการบริหารประเทศแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร กำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศ คุมเกมการเมืองได้แบบสงบนิ่ง ทั้งเสียง สส. สว. กลไกข้าราชการครบทุกมิติ สกัดแรงเสียดทาน ไร้แรงกระเพื่อมจากพรรคร่วมรัฐบาล อีกทั้งการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่าง 3 พรรคใหญ่ “พรรคประชาชน -พรรคกล้าธรรม- พรรคประชาธิปัตย์” ก็ไม่น่าจะแผลงฤทธิ์อะไรมากมาย เพราะมีบางพรรคจ้องเสียบ รอเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ทำให้ “อนุทิน” อยู่บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ได้ยาวๆ ครบเทอม 4 ปี แบบสบายๆ
แต่สิ่งที่จะทำให้อยู่ยาว ครบ 4 ปี ได้ตามที่ตั้งใจหรือไม่ ก็ต้องขึ้นกับฝีมือในการบริหารราชการของ*“นายกฯอนุทิน” เพราะโจทย์หินของจริงในโหมดบริหารงานรออยู่ข้างหน้า ถึงจะคุมการเมืองให้นิ่งในทุกมิติ แต่จะบริหารอารมณ์ของประชาชนได้นิ่งแค่ไหน*??
โดยเฉพาะวิกฤติเร่งด่วนเฉพาะหน้าในการเร่งรับมือปัญหาพลังงานโลก ราคาน้ำมันโลกทะยานไม่หยุด จากผลพวงสงครามตะวันออกกลาง ที่ตอนนี้ “คนไทย” เกิดอาการแพนิก รีบนำรถไปเข้าคิวเติมน้ำมัน ต่อแถวยาวเหยียด น้ำมันเกลี้ยงปั๊ม บางแห่งต้องจำกัดปริมาณการเติมน้ำมัน หรือแม้แต่ข่าวปั่นว่อนโลกโซเชียล ให้ประชาชนเตรียมเงินสำรองประทังชีพ 6 เดือน
ในภาวะที่ไฟสงครามตั้งท่าส่อยืดเยื้อ ไร้จุดสิ้นสุดพอๆกับ อารมณ์แตกตื่นประชาชนตั้งท่าลุกลาม หลังเห็นสัญญาณสินค้าอื่นๆ ทะยานขึ้นราคาตามหลังราคาน้ำมันไปติดๆค่าครองชีพต่างๆจ่อพุ่งตามราคาน้ำมัน ราคาไข่ไก่ก็นำร่องดีดตัวแพงขึ้น เขย่าขวัญความรู้สึกคนไทย กระทบเงินในกระเป๋าประชาชน เสี่ยงจุดวิกฤติปากท้องทำลายต้นทุนรัฐบาลลดฮวบ
โจทย์หินด่านแรก หากรัฐบาลไม่มีมาตรการรับมือวิกฤติพลังงานดีพอ ถึงจะมี "ต้นทุนสูง" แต่ถ้ากระแสสังคมจุดติด ก็เสี่ยงเจอโรคแทรกซ้อน ทำรัฐบาลพังได้ง่ายๆ.