ส.อ.ท. ชู Reinvent Thailand ก้าวข้ามวิกฤต หนุนไทยฐานผลิตที่ใช้นวัตกรรม
FTI Reinvent Thailand ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ สู่การเป็นฐานการผลิตที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี เสริมแกร่งเอสเอ็มอึ สู้ศึกวิกฤตตะวันออกกลาง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ร่วมกับ 5 หน่วยงานพันธมิตร จัดงานสัมมนา "FTI Reinvent Thailand: พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย" เราต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากที่เคยเป็นฐานการผลิตแบบดั้งเดิม สู่การเป็นฐานการผลิตที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ การลงทุนในเครื่องจักรใหม่ โรงงานอัจฉริยะ และการพัฒนาทักษะแรงงาน คือ หัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงนโยบายและมาตรการของรัฐบาลว่า รัฐบาลตระหนักดีถึงความท้าทายที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคมสูงวัย และล่าสุดคือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก
มาตรการ Reinvent Thailand จึงถูกปรับแนวทางมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยประคองและเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในระยะยาว ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลาง
นายอภิชิต ประสพรัตน์ ประธานสถาบัน SMI ในฐานะประธานจัดงาน กล่าวว่าไฮไลต์สำคัญของงานสัมมนา คือ การนำเสนอมาตรการ Reinvent Thailand ที่เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องและความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่าน 6 มาตรการหลัก
เสริมสภาพคล่องผ่าน PromptBIZ (จากธนาคารกรุงไทย
โดยใช้ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยให้คู่ค้าภาครัฐเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายผลนำไปใช้กับซัพพลายเชน ภาคเอกชนภายใต้แนวคิด ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยสนับสนุนคู่ค้าเอสเอ็มอีในห่วงโซ่อุปทาน
โดยธนาคารมีข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านระบบ PromptBIZ ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
มาตรการกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (บีโอไอ)
สำหรับการลงทุนด้านนวัตกรรม ยกระดับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อเพิ่มขีดคววามสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีืโดยให้เงินสนับสนุนเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงเครื่องจักรระบบอัตโนมัติ และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ภายใต้วงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อนิติบุคคล
มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ
โครงการ SMEs Credit Boost (จากธนาคารแห่งประเทศไทย) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “Quick Big Win” (จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย.) เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจและลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า นอกจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win บสย. ยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและลูกหนี้ บสย. กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบด้วย
1. มาตรการช่วยลูกค้า บสย. พักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกัน 3 เดือน สำหรับ SMEs ลูกค้า บสย. ที่จะครบกำหนดชำระ ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม-14 เมษายน 2569
2.มาตรการช่วยลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม สามารถขอรับสิทธิ์พักชำระค่างวด 3 เดือน (ทั้งส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ย) สำหรับลูกหนี้ บสย. ที่อยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ โดยลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม-14 เมษายน 2569
สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก (Priority Sectors) รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่
1) Agri & Food Processing: อุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปอาหารที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานความปลอดภัย 2) Automotive: การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ พร้อมต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 3) Medical & Wellness: การพัฒนาอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ
4) Smart Electronics: การยกระดับสู่อุตสาหกรรมที่เน้นการออกแบบและนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 5) Tourism: การพัฒนาและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และ 6) Retail & Trading: การเสริมสร้างศักยภาพด้านการค้า การกระจายสินค้า และการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศรวมถึง Supply Chain & Logistic ของกลุ่มเป้าหมาย
ข้อมูลจากสถิติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นว่า ทั้ง 6 อุตสาหกรรมนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยครอบคลุมเอสเอ็มอี 268,004 ราย สร้างงานกว่า 10.59 ล้านคน และมีรายได้รวม 39.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย (47% ของเอสเอ็มอี, 55% ของการจ้างงาน และ 64% ของรายได้รวม)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส.อ.ท. ชู Reinvent Thailand ก้าวข้ามวิกฤต หนุนไทยฐานผลิตที่ใช้นวัตกรรม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th