โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส.อ.ท. ชู Reinvent Thailand ก้าวข้ามวิกฤต หนุนไทยฐานผลิตที่ใช้นวัตกรรม

Khaosod

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 07.37 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 06.56 น.

FTI Reinvent Thailand ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ สู่การเป็นฐานการผลิตที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี เสริมแกร่งเอสเอ็มอึ สู้ศึกวิกฤตตะวันออกกลาง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ร่วมกับ 5 หน่วยงานพันธมิตร จัดงานสัมมนา "FTI Reinvent Thailand: พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย" เราต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากที่เคยเป็นฐานการผลิตแบบดั้งเดิม สู่การเป็นฐานการผลิตที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ การลงทุนในเครื่องจักรใหม่ โรงงานอัจฉริยะ และการพัฒนาทักษะแรงงาน คือ หัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงนโยบายและมาตรการของรัฐบาลว่า รัฐบาลตระหนักดีถึงความท้าทายที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคมสูงวัย และล่าสุดคือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก
มาตรการ Reinvent Thailand จึงถูกปรับแนวทางมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยประคองและเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในระยะยาว ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลาง

นายอภิชิต ประสพรัตน์ ประธานสถาบัน SMI ในฐานะประธานจัดงาน กล่าวว่าไฮไลต์สำคัญของงานสัมมนา คือ การนำเสนอมาตรการ Reinvent Thailand ที่เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องและความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่าน 6 มาตรการหลัก

เสริมสภาพคล่องผ่าน PromptBIZ (จากธนาคารกรุงไทย

โดยใช้ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยให้คู่ค้าภาครัฐเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายผลนำไปใช้กับซัพพลายเชน ภาคเอกชนภายใต้แนวคิด ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยสนับสนุนคู่ค้าเอสเอ็มอีในห่วงโซ่อุปทาน

โดยธนาคารมีข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านระบบ PromptBIZ ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

มาตรการกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (บีโอไอ)

สำหรับการลงทุนด้านนวัตกรรม ยกระดับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อเพิ่มขีดคววามสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีืโดยให้เงินสนับสนุนเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงเครื่องจักรระบบอัตโนมัติ และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ภายใต้วงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อนิติบุคคล

มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ

โครงการ SMEs Credit Boost (จากธนาคารแห่งประเทศไทย) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “Quick Big Win” (จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย.) เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจและลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า นอกจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win บสย. ยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและลูกหนี้ บสย. กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบด้วย

1. มาตรการช่วยลูกค้า บสย. พักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกัน 3 เดือน สำหรับ SMEs ลูกค้า บสย. ที่จะครบกำหนดชำระ ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม-14 เมษายน 2569

2.มาตรการช่วยลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม สามารถขอรับสิทธิ์พักชำระค่างวด 3 เดือน (ทั้งส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ย) สำหรับลูกหนี้ บสย. ที่อยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ โดยลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม-14 เมษายน 2569

สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก (Priority Sectors) รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่

1) Agri & Food Processing: อุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปอาหารที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานความปลอดภัย 2) Automotive: การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ พร้อมต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 3) Medical & Wellness: การพัฒนาอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ

4) Smart Electronics: การยกระดับสู่อุตสาหกรรมที่เน้นการออกแบบและนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 5) Tourism: การพัฒนาและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และ 6) Retail & Trading: การเสริมสร้างศักยภาพด้านการค้า การกระจายสินค้า และการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศรวมถึง Supply Chain & Logistic ของกลุ่มเป้าหมาย

ข้อมูลจากสถิติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นว่า ทั้ง 6 อุตสาหกรรมนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยครอบคลุมเอสเอ็มอี 268,004 ราย สร้างงานกว่า 10.59 ล้านคน และมีรายได้รวม 39.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย (47% ของเอสเอ็มอี, 55% ของการจ้างงาน และ 64% ของรายได้รวม)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส.อ.ท. ชู Reinvent Thailand ก้าวข้ามวิกฤต หนุนไทยฐานผลิตที่ใช้นวัตกรรม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...