“บิวท์ ทู บิวด์” เดินเกม “คุณภาพ” ฝ่าพายุเศรษฐกิจ-สงครามราคา
ตลาดรับสร้างบ้านมูลค่า 2 แสนล้านบาท วันนี้ไม่ได้มีแค่หน้าเก่าที่ปักหลักมานานหลายทศวรรษ ยังมีหนใหม่ร่วมแจม แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจผันผวน กำลังซื้อหดตัว ส่งผลให้การแข่งขันดุเดือด โดยเฉพาะ “ราคา”
“สุธี เกตุศิริ” กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ประเมินสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจมกับพายุเศรษฐกิจรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยต่างประเทศ เช่น สงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ กระทบโดยตรงต่อบรรยากาศการลงทุน ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังเปราะบางจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและการเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหลังมีรัฐบาลใหม่ที่เข้มแข็งเศรษฐกิจใน 4-5 ปีนี้จะกลับมาขยายตัว เมื่อเศรษฐกิจดีคนจะมั่นใจในการใช้เงิน
“ตลาดรับสร้างบ้านมียอดรีเจ็กต์เรต 30-40% แต่ยังกระทบน้อยกว่าอสังหาฯ หลังมีรัฐบาลทำให้การใช้จ่ายงบประมาณชัดเจนขึ้น ยังมีสัญญาณบวกจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 1% ถือเป็นตัวแปรช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ โดยเฉพาะธุรกิจรับสร้างบ้านที่จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าภาคอสังหาฯ เพราะไม่ต้องแบกสต๊อกและยังมีการปรับตัวรับกับสถานการณ์กำลังซื้อ เช่น ปรับราคาถูกลง”
“สุธี” กล่าวว่า สำหรับกลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ผ่านมาหลายวิกฤต การอยู่รอดของแบรนด์คือ “คุณภาพ” และแก้ที่คนมักมองว่าการสร้างบ้านเป็นการ “วัดดวง” กับผู้รับเหมา มาสร้างเป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินงาน เพราะคนมักพูดกันว่าสร้างบ้านต้องอาศัยโชค ถ้าโชคดีก็ได้ผู้รับเหมาดี โชคไม่ดีก็โดนทิ้งงาน หรือได้บ้านไม่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ที่ผ่านมามีรับสร้างบ้านหลายบริษัทที่เกิดดับจากปัญหานี้ เราจึงปิดจุดอ่อนทำให้คำว่า “บ้านคุณภาพ” ไม่ใช่เรื่องของดวงหรือโชค แต่ต้องเป็นระบบที่ทำแล้วต้องได้ “มาตรฐานเดียวกัน” ไม่หวั่นไหวเรื่องสงครามราคา เพื่อให้เราผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้และยั่งยืน
โดยยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างให้กลายเป็นกลยุทธ์หลักทำตลาด เพื่อสร้างมิติใหม่ที่มากกว่าแค่การใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกทีมช่างก่อสร้าง ตั้งคณะทำงานพิเศษที่เป็นการรวมทีมงานของฝ่ายการตลาด สถาปนิก และฝ่ายก่อสร้าง
ระบบการตรวจสอบ 3 ชั้น ตั้งแต่วิศวกรหน้างาน หัวหน้าทีมวิศวกร เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทยังคงตรึงราคาไว้ แม้ว่าต้นทุนวัสดุก่อสร้างหรืออื่น ๆ จะปรับขึ้นก็ตาม แต่มีการทำโปรโมชั่นบ้างเพื่อเร่งการตัดสินใจของลูกค้า
“สุธี” กล่าวว่าปัจจุบันบริษัททำตลาดแบ่งออกเป็นเซ็กเมนต์ที่ชัดเจน ครอบคลุมทุกระดับราคา 1.Small House Builder ราคา 2-9 ล้านบาท มีสัดส่วนลูกค้าสูงถึง 50% ซึ่งเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์ที่มีความจำเป็นในการสร้างบ้านเพื่อการอยู่อาศัยจริง แม้จะได้รับผลกระทบจากการปฏิเสธสินเชื่อบ้าง แต่เป็นกลุ่มที่มีความต้องการต่อเนื่อง 2.Bangkok House Builder ราคา 10-20 ล้านบาท สัดส่วน 30% เป็นกลุ่มครอบครัวขนาดกลางที่เน้นงานออกแบบ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และความคุ้มค่า 3.Built To Build ราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป สัดส่วน 20% แม้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการชะลอตัวของการลงทุน แต่ยังคงมีความต้องการบ้านคุณภาพและดีไซน์พิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“สภาวะที่ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านเท่าเดิม แต่ผู้ปลูกสร้างบ้านอาจจะลดลงในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ การแข่งขันราคาจึงรุนแรง แต่เราเลือกที่จะไม่เล่นสงครามราคาจนเสียมาตรฐาน ถ้าลงไปเล่นแล้วจะกลับมาเหมือนเดิมยาก เพราะลูกค้าจะจำฝั่งใจว่าเป็นดีสเคานต์แบรนด์ เราอยากให้จำเราเป็นพรีเมี่ยมแบรนด์ จึงเน้นรักษาคุณภาพและแบรนด์มากกว่า พิสูจน์ได้มีลูกค้าบอกต่อถึง 70%”
“สุธี” ยอมรับด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบ 2 ปี ยังเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนและกำไรลดลงไป 2-4% เนื่องจากต้องปรับวิธีการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าโสหุ้ยต่าง ๆ รวมถึงไม่รับงานปลูกสร้างบ้านต่างจังหวัด รับเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล
“ธุรกิจรับสร้างบ้านกำไรไม่มาก ถ้ารักษากำไรในระดับ 7%ได้ก็เก่งแล้ว คาดหวังวิกฤตน้ำมันจะคลี่คลายลงได้สิ้นเดือนมีนาคมนี้ เมื่อปีที่แล้วจากเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ยอดขายไม่ถึงเป้า 900 ล้านบาท โดยทำได้ 800 ล้านบาท เพราะมีลูกค้าชะลอการตัดสินใจ บางรายมาดูปีนี้สร้างปีหน้า ปัจจุบันมีลูกค้าที่สุ่มเสี่ยงจะเปลี่ยนใจ 30-40 หลัง ที่รอเซ็นสัญญาและก่อสร้าง สำหรับปีนี้ตั้งเป้าที่ 900 ล้านบาท และเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้า จะร่วมงานรับสร้างบ้าน Focus 2026 วันที่ 18-22 มีนาคมนี้ จะมีแบบบ้านใหม่และโปรโมชั่นพิเศษ ตั้งเป้ายอดขายในงาน 170 ล้านบาท” สุธีกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “บิวท์ ทู บิวด์” เดินเกม “คุณภาพ” ฝ่าพายุเศรษฐกิจ-สงครามราคา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net