โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ผบ.ทบ.ปากีสถาน” เอาชนะใจ “ทรัมป์” ได้อย่างไร? ดันสหรัฐ-อิหร่านเปิดโต๊ะเจรจา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

เบื้องหลังดีลสหรัฐ-อิหร่านไม่ได้เกิดจากเวทีทางการ แต่ขับเคลื่อนผ่านสายตรงผู้นำ ปากีสถานใช้ทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวและยุทธศาสตร์การทูต

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 13.40 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Maleeha Lodhi อดีตเอกอัครราชทูตปากีสถานประจำสหรัฐ เปิดเผยว่า ปากีสถานมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้สหรัฐและอิหร่านกลับมาเจรจากันได้ หลังสงครามยืดเยื้อเกือบ 6 สัปดาห์ โดยอาศัยทั้งความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและการทูตเชิงรุกของผู้นำประเทศ

เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว ผู้นำทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนของปากีสถานทำงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเจรจาทางโทรศัพท์ โดย Asim Munir ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ติดต่อกับกรุงวอชิงตันอย่างใกล้ชิด ขณะที่ เชห์บาซ ชาริฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถานก็สื่อสารกับผู้นำอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

แม้ในช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดสูงสุด โดยเฉพาะเมื่อ โดนัลด์ ทรัทป์ ใช้ถ้อยคำรุนแรง เช่น ขู่ทำลายล้างทั้งอารยธรรม แต่ปากีสถานยังคงเดินหน้าผลักดันการเจรจาอย่างไม่ย่อท้อ

ความสัมพันธ์ส่วนตัว “ตัวเปลี่ยนเกม”

Lodhi ชี้ว่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้นำปากีสถานกับทรัมป์เป็นปัจจัยสำคัญ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงต้นสมัยที่สองของทรัมป์ หลังปากีสถานช่วยจับกุมและส่งตัวผู้ก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดในคาบูล

นอกจากนี้ปากีสถานยังแสดงความสนับสนุนทรัมป์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ และการเปิดโอกาสทางธุรกิจ เช่น การให้สิทธิสำรวจแร่สำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวาระของทรัมป์

แม้แนวทางดังกล่าวจะถูกวิจารณ์ในประเทศว่าเอาใจเกินไป แต่ก็ช่วยสร้างความใกล้ชิดและความไว้วางใจในระดับผู้นำ

ความสัมพันธ์กับอิหร่านจากคู่ขัดแย้งสู่พันธมิตร

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างปากีสถานกับอิหร่านจะเคยตึงเครียด ถึงขั้นโจมตีกันในปี 2567 แต่ทั้งสองฝ่ายได้ปรับความสัมพันธ์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ปากีสถานยังเป็นหนึ่งในประเทศมุสลิมที่แสดงการสนับสนุนอิหร่านอย่างชัดเจนในช่วงสงครามที่ผ่านมา ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากเตหะราน

เมื่อพิจารณาตัวเลือกประเทศตัวกลาง ปรากฏว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ โดยประเทศอาหรับถูกตัดออก ขณะที่โอมานเคยมีประสบการณ์ล้มเหลว และตุรกีไม่มีความใกล้ชิดกับทรัมป์เท่าปากีสถาน

แรงจูงใจทางเศรษฐกิจสูง

Lodhi ระบุว่า ปากีสถานมีแรงจูงใจสูงในการผลักดันการเจรจา เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเปราะบาง และพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึงเกือบ 90%

สงครามที่ยืดเยื้อทำให้รัฐบาลต้องปรับขึ้นราคาพลังงานและออกมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งอาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศอยู่ภายใต้โครงการของ IMF

โลกกำลังเข้าสู่ยุค “หลายขั้วอำนาจ”

Lodhi มองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก จากการครอบงำของสหรัฐสู่ระบบหลายขั้วอำนาจ (multipolar world)

เธอชี้ว่า แม้สหรัฐและอิสราเอลจะมีอำนาจทางทหารสูง แต่ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ทั้งหมด ขณะที่ประเทศขนาดกลางอย่างปากีสถานกลับมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการกำหนดทิศทางโลก

“ฮอร์มุซ” ปมเจรจาหลัก

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการเจรจาคือการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยสหรัฐเสนอความร่วมมือในการบริหารเส้นทางเดินเรือ ขณะที่อิหร่านต้องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือทุกลำ

Lodhi ระบุว่า ช่องว่างระหว่างจุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังคงกว้าง และเป็นปัจจัยชี้ชะตาความสำเร็จของข้อตกลง

แนวโน้มในอนาคต

แม้ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่ทั้งสองฝ่ายมีแรงจูงใจในการหลีกเลี่ยงสงครามรอบใหม่ เนื่องจากต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Lodhi เชื่อว่า บทเรียนสำคัญคือ “อำนาจทางทหารไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองได้เสมอไป” และบทบาทของประเทศขนาดกลางจะยิ่งมีความสำคัญในเวทีโลก

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...