โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ความรุนแรงทางการเมืองในอดีต แม้จำไม่ลง แต่เราจะลืมไม่ได้ 16 ปี ปฏิบัติการ ‘ขอคืนพื้นที่’ เพราะ ‘ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน’ คือหัวใจของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ช่วงบ่ายของวันที่ 10 เมษายน 2553 ปฏิบัติการ ‘ขอคืนพื้นที่’ เริ่มต้นขึ้น เพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง (นปช.) บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศไปจนถึงแยกคอกวัว เหตุการณ์ไต่ระดับจากการผลักดันมวลชนด้วยโล่และแก๊สน้ำตาในช่วงกลางวัน สู่การปะทะด้วยกระสุนจริงและกองกำลังติดอาวุธในเวลาต่อมา ส่งผลให้มีทั้งผู้ชุมนุม ทหาร รวมถึงสื่อมวลชนต่างประเทศเสียชีวิตในวันนั้น ก่อนที่ความรุนแรงจะลุกลามขึ้นในเดือนถัดมาที่แยกราชประสงค์ จนทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดถูกขนานนามว่า ‘เมษาพฤษภาเลือด’ ซึ่งโดยรวมแล้วมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 90 กว่าราย และบาดเจ็บอีกกว่าสองพันคน

จนถึงวันนี้ 16 ปีล่วงเลยผ่านไป หลายคนอาจไม่อยากจดจำความโหดร้ายที่เกิดขึ้น ทว่าสิ่งสำคัญคือสังคมต้อง ‘ห้ามลืม’ เพราะบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ไม่อาจสมานได้ด้วยการลืมเลือน หรือการใช้วาทกรรม ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ เพียงเพราะมันผ่านไปแล้ว

เพราะการจะเดินหน้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่มั่นคง เราไม่อาจซุกซ่อนความจริงไว้ใต้พรมแห่งการปรองดองได้ แต่จำเป็นต้องพึ่งพากลไกตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล อย่าง ‘ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน’ (Transitional Justice) ซึ่งเป็นกระบวนการพาสังคมออกจากหล่มความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง

โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดเสาหลักสำคัญของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไว้ 4 ประการ ได้แก่ ความจริง (Truth), ความยุติธรรม (Justice), การเยียวยา (Reparation) และการป้องกันมิให้เกิดซ้ำ (Guarantees of Non-Recurrence) ซึ่งทั้ง 4 เสาหลักนี้มีความสัมพันธ์เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

เริ่มต้นที่ ‘ความจริง’ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่ขาดไม่ได้ หมายถึงการสถาปนาและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผย เพื่อให้เหยื่อและครอบครัวได้รับคำตอบ รวมถึงสังคมโดยรวมมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต

ในกรณีของไทยแม้จะมีแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ขึ้นในปี 2553 ทว่าคอป. กลับแฝงไว้ด้วยความย้อนแย้ง เนื่องจากถูกก่อตั้งด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการเรียกพยาน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีใดๆ ส่งผลให้กระบวนการค้นหาความจริงต้องเผชิญกับทางตัน เมื่อกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงแทบไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก การค้นหาความจริงตามหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านของไทย จึงเหมือนไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ประการที่สองคือ ‘ความยุติธรรม’ หมายถึงการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการทางอาญาอย่างเป็นธรรม โดยไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใด แต่ในความเป็นจริง เสาหลักข้อนี้คือจุดที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของไทย แม้ศาลมีคำสั่งในหลายคดีว่า กระสุนมาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บังคับบัญชาทางทหาร หรือทหารคนใดที่ถูกลงโทษจากเหตุการณ์ปี 2553

แม้จะมีการส่งฟ้อง อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เป็นผู้มีอำนาจสั่งการในเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ก็ถูกยกฟ้องโดยศาลฎีกาในปี 2560 ในขณะที่ผู้นำการชุมนุมและผู้ชุมนุมหลายคนกลับถูกดำเนินคดีอาญาร้ายแรง

ประการที่สามคือ ‘การเยียวยา’ ซึ่งครอบคลุมทั้งการชดเชยทางการเงิน การฟื้นฟูศักดิ์ศรี และการรับรองอย่างเป็นทางการต่อความทุกข์ทรมานของเหยื่อ แม้รัฐบาลไทยจะมีการจ่ายเงินชดเชยบางส่วนให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่การเยียวยาโดยปราศจากการรับผิดชอบทางกฎหมายและการรับรองความจริง ก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อความเงียบ

และประการสุดท้าย ‘การป้องกันมิให้เกิดซ้ำ’ คือหัวใจของกระบวนการทั้งหมด ซึ่งต้องการการปฏิรูปสถาบัน กองทัพ กฎหมาย และวัฒนธรรมทางการเมือง แต่ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่กระบวนการปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้น โครงสร้างอำนาจที่นำไปสู่เหตุการณ์ในปี 2553 ก็ยังคงดำรงอยู่ กระทั่งมีการรัฐประหารซ้ำในปี 2557 และรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่ถูกวิจารณ์ว่าออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจ เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า สังคมเราอาจยังไม่ไปถึงเสาหลักสุดท้ายนี้

ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในไทยหลังปี 2553 ถูกนักสิทธิมนุษยชนเรียกว่า ‘วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด’ (Impunity) ซึ่งไม่เพียงปล่อยให้ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ยังส่งสัญญาณแก่คนรุ่นต่อไปว่าความรุนแรงโดยรัฐเป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่มีราคาต้องจ่าย

วันนี้ครบรอบ 16 ปี ที่สังคมไทยยังคงอยู่กับคำถามที่ไร้คำตอบ ดังนั้นเราจึงต้องทวงถามถึง ‘ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน’ ที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่การสะสางความคับแค้นใจของฝ่ายใด ทว่าคือการขีดเส้นบรรทัดฐานใหม่ให้ประเทศไทย เพื่อปูทางไปสู่สังคมประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้นความรุนแรงที่เกิดขึ้นแม้จะบาดลึกจน ‘จำไม่ลง’ แต่เรา ‘ต้องไม่ลืม’ เพราะการลืมเลือนอาจหมายถึงการเพิกเฉยต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์

อ้างอิง

16 ปี เหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 . Thairath Plus . https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/105336

ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53 . PIC2010 . https://www.pic2010.org/death-footnote/

Transitional Justice . TRIAL International . https://trialinternational.org/topics-post/transitional-justice/

ย้อนมองบทเรียนของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) . มูลนิธิผสานวัฒนธรรม . https://crcfthailand.org/2024/08/06/55924/

กระบวนการอยุติธรรมไทย: การลอยนวลพ้นผิดโดยกฎหมายของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” กรณีสลายการชุมนุมปี 53 . ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน . https://tlhr2014.com/archives/29820

บทความต้นฉบับได้ที่ : ความรุนแรงทางการเมืองในอดีต แม้จำไม่ลง แต่เราจะลืมไม่ได้ 16 ปี ปฏิบัติการ ‘ขอคืนพื้นที่’ เพราะ ‘ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน’ คือหัวใจของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...