ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิกกับแนวทางปฏิบัติสำหรับเภสัชกร เพื่อรับมือ “โรคปลายประสาทอักเสบ” พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญเภสัชกรชั้นนำในภูมิภาค
ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรมชั้นนำจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ร่วมกับ P&G Health ประกาศเปิดตัวแนวทางปฏิบัติฉบับแรกของภูมิภาค ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุน “เภสัชกรชุมชน” ให้สามารถคัดกรอง ประเมิน และดูแลผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy: PN) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติวิชาชีพเภสัชกรรมในทุกๆ วัน
แนวทางภายใต้ชื่อ “เสริมศักยภาพเภสัชกรชุมชน: แนวทางเวชปฏิบัติจากฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญเพื่อการจัดการภาวะเส้นประสาทส่วนปลายผิดปกติอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิตามินบีที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท” มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงวิชาการสู่การปฏิบัติจริง พร้อมคำแนะนำที่สามารถปรับใช้ตามบริบทวัฒนธรรม เพื่อสร้างมาตรฐานการคัดกรอง การให้คำปรึกษา และขั้นตอนการรักษาในร้านขายยา ช่วยลดปัญหาการวินิจฉัยล่าช้าและการรักษาที่ไม่ทันท่วงที
ดร. โยลันดา อาร์. โรเบิลส์ (Dr. Yolanda R. Robles) อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ และประธานสหพันธ์สมาคมเภสัชกรรมแห่งเอเชีย (FAPA) ผู้เขียนหลักและประธานคณะทำงาน กล่าวว่า “โรคปลายประสาทอักเสบเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก โดยมีอัตราการเกิดสูงในผู้ป่วยเบาหวานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก3-7 ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (58%) อินโดนีเซีย (58%) มาเลเซีย (54%) ไทย (34%) สิงคโปร์ (28%) และออสเตรเลีย (21%) ด้วยบทบาทของเภสัชกรในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด แนวทางนี้จึงช่วยให้เภสัชกรสามารถตรวจพบอาการได้เร็วขึ้น ให้คำแนะนำผู้ป่วยได้อย่างมั่นใจ และทำงานร่วมกับแพทย์เพื่อยกระดับผลลัพธ์การรักษาในระยะยาว”
[ ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ]
ชรัดดา โวห์รา (Shraddha Vohra) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพส่วนบุคคล ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, P&G Health สิงคโปร์ กล่าวว่า “ร้านขายยาชุมชนมักเป็นจุดแรกที่ผู้คนจะเข้ามาปรึกษาเมื่อมีอาการชา เหน็บ แสบร้อน หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มบริเวณมือและเท้า ซึ่งเป็นอาการทั่วไปของโรคปลายประสาทอักเสบ คาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยจากโรคดังกล่าว สูงถึง 80% ในเอเชียแปซิฟิกที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย เภสัชกรจึงมีบทบาทสำคัญในการสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก พร้อมทั้งแนะนำการดูแลที่เหมาะสม และช่วยป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม แนวทางนี้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริงของร้านขายยา ที่รองรับทั้งความหลากหลายทางภาษาและข้อกำหนดด้านกฎหมายที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกและภูมิภาคอื่นๆ โดยมาพร้อมกับเครื่องมือที่สามารถนำไปปรับใช้ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”
[ พลิกบทบาทเภสัชกร: จากการตั้งรับสู่การคัดกรองเชิงรุก และการรักษาที่ทันท่วงที ]
ดร. ภญ. ลูซี โนเวียนี (Dr. Apt. Lusy Noviani) ผู้ร่วมเขียน และผู้แทนสมาคมเภสัชกรอินโดนีเซีย (IAI) กล่าวว่า “จากบทบาทหลังเคาน์เตอร์สู่การเป็นบุคลากรด่านหน้า เภสัชกรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการทำหน้าที่ ‘จ่ายยา’ ไปสู่ ‘การตรวจคัดกรองโรคในระยะแรกและการดูแลเชิงรุก’ โดยเฉพาะในประเทศอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งมีสัดส่วนแพทย์ต่อจำนวนประชากรค่อนข้างน้อย เภสัชกรชุมชนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการคัดกรองและลดความล่าช้าในการดูแลผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบ”
แนวทางใหม่นี้ช่วยเสริมศักยภาพเภสัชกรให้เป็น “พารท์เนอร์ในการดูแลสุขภาพเชิงรุก” ตลอดกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยที่โรคปลายประสาทอักเสบ ให้สามารถ:
- คัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรก ด้วยหลักการช่วยจำแบบใหม่ที่เรียกว่า MEDIC
- แยกแยะอาการปวดเส้นประสาทออกจากอาการปวดกล้ามเนื้อ
- ใช้แบบประเมินมาตรฐานในร้านขายยา (เช่น ACT, DN4 และ NPQ)8
- ให้คำแนะนำ พิจารณาการใช้ยาพื้นฐานที่เหมาะสม รวมถึงวิตามินบีบำรุงประสาทที่โดสสูง (B1, B6, B12) และส่งต่อแพทย์ทันทีเมื่อพบสัญญาณอันตราย
- ติดตามผลและประเมินการตอบสนองต่อการรักษา เพื่อความปลอดภัยและปรับแผนการดูแลให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย
[ “MEDIC” ช่วยคัดกรองความเสี่ยงก่อนที่จะสายเกินแก้ ]
ดร. นาวิน กุมาร โลแกนาดัน (Dr. Navin Kumar Loganadan) ผู้เขียนร่วมและหัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมผู้ป่วยนอก และ คลินิก DMTAC (Diabetes Medication Therapy Adherence Clinic) ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า “ในสภาพแวดล้อมร้านขายยาที่มีความเร่งรีบ เครื่องมือที่ใช้ง่ายคือสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้น MEDIC จึงเป็นหลักจำที่ช่วยให้เภสัชกรระบุผู้มีความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว โดยย่อมาจาก M (Medication) = ยา, E (Elderly) = ผู้สูงอายุ, D (Diabetes) = เบาหวาน, I (Infection) = การติดเชื้อ, C (Chronic) = โรคเรื้อรัง ซึ่งการใช้หลัก MEDIC จะทำให้เภสัชกรสามารถระบุกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดเส้นประสาทเสียหายได้ตั้งแต่ระยะแรก และแนะนำขั้นตอนถัดไปได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องวินิจฉัยโรคเอง”
ด้าน เกรซ ชิว (Ms. Grace Chew) ผู้เขียนร่วมและเภสัชกรอิสระจากสิงคโปร์ กล่าวเสริมว่า “ผู้ที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ มักถูกตรวจพบเมื่ออาการรุนแรงแล้ว แนวทางนี้จะช่วยให้เภสัชกรแยกแยะอาการได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ใช้เครื่องมือคัดกรองที่ได้รับการยอมรับ และส่งต่อผู้ป่วยได้ทันท่วงที ซึ่งการเปลี่ยนจากวิธีตั้งรับมาเป็นการป้องกันจะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นฟูการทำงานของเส้นประสาทและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างอิสระอีกครั้ง”
[ จากขั้นตอนคัดกรองสู่การดูแลต่อเนื่อง: แนวทางการรักษาที่ชัดเจนและเป็นระบบ ]
ดร. เคนนี เจมส์ พี. เมริน (Dr. Kenny James P. Merin) จากมหาวิทยาลัยไลเซียมแห่งฟิลิปปินส์–ดาเวา (LPU Davao) และผู้เขียนร่วม กล่าวว่า “แนวทางนี้ถูกออกแบบเพื่อการใช้งานจริงในร้านขายยา โดยมีขั้นตอนที่ชัดเจน ตั้งแต่การระบุความเสี่ยง คัดกรอง ให้คำปรึกษา พิจารณาการบำบัดด้วยวิตามิน B1, B6 และ B12 ในขนาดที่เหมาะสม และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการมีอัลกอริทึมและรายการตรวจสอบที่เป็นระบบ จะช่วยให้เภสัชกรสามารถสร้างมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยได้ โดยไม่ทำให้ขั้นตอนการทำงานช้าลง”
เป็นเรื่องปกติที่ผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบ มักจะซื้อผลิตภัณฑ์วิตามินบีมารับประทานเอง บ่อยครั้งอาจมีการใช้ในขนาดที่ไม่เหมาะสม และอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลเนื่องจากได้รับปริมาณวิตามินไม่เพียงพอ หรือในทางตรงกันข้าม อาจเกิดการได้รับวิตามินบีบางชนิดเกินขนาด ซึ่งสามารถส่งผลให้อาการทางระบบประสาทแย่ลงได้ ดังนั้นบทบาทของเภสัชกรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการให้คำแนะนำที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษาของผู้ป่วย
ดร. กิติยศ ยศสมบัติ จากภาควิชาปฏิบัติการเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เขียนร่วม กล่าวว่า “วิตามินบีที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทในขนาดที่ใช้เพื่อการรักษา มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบที่มีความเหมาะสม ซึ่งต้องใช้ปริมาณโดสและระยะเวลาที่ถูกต้อง แนวทางนี้เน้นให้เภสัชกรติดตามผลในช่วง 3–6 เดือน เฝ้าระวังสัญญาณอันตราย และทำงานร่วมกับแพทย์อย่างใกล้ชิด”
[ การเข้าถึงและการนำไปปฏิบัติใช้จริง ]
แนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญร่วมลงมติดังกล่าวจะเปิดให้เภสัชกรในเอเชียแปซิฟิกเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์มใหม่ พีแอนด์จี เนิร์ฟ คอนเน็กต์ (P&G Nerve Connect) พร้อมการสัมมนาออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญในหลายประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์
“การเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จากการสำรวจเภสัชกรในฟิลิปปินส์พบว่าผู้ที่ผ่านการอบรมตั้งแต่ 5 ครั้งขึ้นไป มีความเข้าใจเรื่องปริมาณโดสของวิตามินบีที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พีแอนด์จี เนิร์ฟ คอนเน็กต์ จึงถูกพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบครบวงจรที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในงานประจำวัน” ดร. โยลันดา อาร์. โรเบิลส์ กล่าวเสริม
ด้าน ชรัดดา โวห์รา กล่าวปิดท้ายว่า “พีแอนด์จี เนิร์ฟ คอนเน็กต์ เป็นศูนย์รวมข้อมูลด้านสุขภาพเส้นประสาทแบบครบวงจร ที่รวบรวมกรณีศึกษาจริงและเครื่องมือที่ช่วยให้เภสัชกรสามารถยกระดับการปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วย รวมถึงเสริมสร้างการตัดสินใจทางการแพทย์ในงานประจำวันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับเภสัชกรที่ต้องรับมือกับผู้ป่วยจำนวนมาก มีภาระงานหลายด้าน หรือมีข้อจำกัดด้านเวลา จะสามารถเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เช่น รายการตรวจสอบ และวิดีโอฝึกอบรมได้ นอกจากนี้ เภสัชกรจะได้รับการสนับสนุนให้ส่งกรณีศึกษาเข้ามาร่วมแชร์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกันในระดับภูมิภาค”
แนวทางปฏิบัติสำหรับเภสัชกรในการดูแลผู้ป่วยที่โรคปลายประสาทอักเสบ ฉบับแรกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://mobile.swiperxapp.com/png-nerveconnect-ph/clinical-guideline/
สำหรับการเข้าถึง พีแอนด์จี เนิร์ฟ คอนเน็กต์ (P&G Nerve Connect) สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://mobile.swiperxapp.com/png-nerveconnect-ph/