โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“แบงก์กรุงเทพ” พร้อมอุ้มลูกหนี้ ปล่อยกู้พยุงสภาพคล่องฝ่าวิกฤต

PostToday

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ธนาคารกรุงเทพ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยืดเยื้อ รวมถึงผลกระทบต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและประชาชน ทำให้การดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจมีความท้าทายมากขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอน

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพระบุว่า เศรษฐกิจปัจจุบันได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผลพวงจากโควิด-19 ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น สงครามยูเครน-รัสเซีย ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มขยายวงกว้าง ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกเปลี่ยนแปลงและสร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการช่วยลูกค้ารับมือกับความผันผวน โดยมุ่งสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อกระจายความเสี่ยง พร้อมทั้งติดตามผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น

ในด้านมาตรการเร่งด่วน ธนาคารเน้นการเติมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ ผ่านการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนและสินเชื่อรูปแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการผลิตต่อเนื่องได้ แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยมองว่าหากธุรกิจสามารถรักษาเสถียรภาพการผลิตและส่งมอบสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ก็อาจเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการแข่งขันได้

ขณะเดียวกัน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ วิกฤติพลังงานจากสงครามจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนขนส่งและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเสนอให้ประเทศไทยเตรียมแผนสำรองรองรับสถานการณ์ระยะสั้น

โดยหนึ่งในแนวทางคือการนำ “ถ่านหิน” กลับมาใช้ชั่วคราว เพื่อประคองระบบพลังงาน แม้จะขัดกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่ถือเป็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอดในช่วงวิกฤติ

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสจากวิกฤติครั้งนี้ เนื่องจากมีศักยภาพด้านพลังงานทางเลือก เช่น การผลิตโซลาร์เซลล์และการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว

ในภาพรวม ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้า ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยหากราคาน้ำมันปรับขึ้นเกินระดับ 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น และกระทบต่อการเติบโตของ GDP ได้ถึง 0.5–1% ในกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อ

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงแม้สะท้อนแรงกดดันจากการนำเข้าน้ำมันและดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่ยังมีด้านบวกต่อภาคการส่งออก การเกษตร และการท่องเที่ยว ซึ่งอาจช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เผชิญความไม่แน่นอนสูงต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...