สายการบินเอเชียประสานเสียง "ราคาน้ำมันอากาศยาน" ยังแพงลากยาวแม้สงครามสงบ
ผู้บริหารระดับสูงของสายการบินในภูมิภาคเอเชียประเมินว่า ราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) ยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนจึงจะกลับสู่ภาวะปกติ แม้ล่าสุดอิหร่านจะตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ร่วมกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตาม
แม้ราคาน้ำมันดิบจะดิ่งลงถึง 16% จนหลุดระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงหยุดยิง แต่ซีอีโอของมาเลเซีย เอวิเอชั่น กรุ๊ป (Malaysia Aviation Group) และการบินไทย ต่างมองว่าแรงกดดันด้านราคาและความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันจะยังคงอยู่
นาซารุดดิน บาการ์ จากมาเลเซีย เอวิเอชั่น กล่าวบนเวทีสัมมนาของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ที่สิงคโปร์ว่า"ต่อให้สงครามยุติลง ราคาน้ำมันก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะปรับลดลงมาอยู่ในระดับทรงตัว"
นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น สายการบินทั่วโลกต้องดิ้นรนรับมือกับต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงกว่าเท่าตัว นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่น้ำมันจะขาดแคลนในบางพื้นที่ยังบีบให้หลายสายการบินต้องตัดสินใจลดการให้บริการลง
ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้คือวิกฤตน้ำมันที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 40 ปีตั้งแต่ทำงานมา
“ครั้งนี้ถือว่าสาหัสที่สุด ปัญหาหลักคือโครงสร้างพื้นฐานพังเสียหายหนัก เราต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อดึงซัพพลายกลับมา ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก โรงกลั่น และระบบต่างๆ ให้กลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง” - ชาย เอี่ยมศิริ
เพื่อรับมือกับต้นทุนที่พุ่งกระฉูด แอร์เอเชีย เอ็กซ์ (AirAsia X) สายการบินต้นทุนต่ำของมาเลเซีย ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ว่าได้ปรับขึ้นค่าโดยสารสูงสุดถึง 40% รวมถึงขยับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว
ขณะที่สายการบินในสหรัฐฯ อย่างยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส (United Airlines) ได้ปรับลดเที่ยวบินลงราว 5% ส่วนแอร์ นิวซีแลนด์ (Air New Zealand) ประกาศหั่นตารางบินเป็นรอบที่สอง พร้อมขยับราคาค่าโดยสารขึ้นอีกระลอกเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้