การวิจัยชี้ ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง ทำให้ความเครียดพุ่ง
ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง กระตุ้นฮอร์โมนความเครียด
การเริ่มต้นวันด้วยกาแฟร้อน ๆ ก่อนอาหารเช้าเป็นกิจวัตรของผู้คนนับล้านทั่วโลก ภาพของการจิบกาแฟเพื่อปลุกความสดชื่นอาจดูเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเริ่มตั้งคำถามว่า พฤติกรรมนี้อาจส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกายมากกว่าที่คิด
คอร์ติซอล: ฮอร์โมนที่พุ่งสูงอยู่แล้วในตอนเช้า
ตามธรรมชาติ ร่างกายจะหลั่ง “คอร์ติซอล” ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดในระดับสูงภายใน 30–45 นาทีหลังตื่นนอน กระบวนการนี้เรียกว่า cortisol awakening response มีหน้าที่ช่วยกระตุ้นพลังงาน เพิ่มความตื่นตัว และเตรียมร่างกายให้พร้อมรับวันใหม่
คาเฟอีนอาจเพิ่มระดับคอร์ติซอลฮอร์โมนความเครียด
งานวิจัยจาก National Institutes of Health (เผยแพร่ผ่านฐานข้อมูล PubMed) พบว่า คาเฟอีนในกาแฟสามารถกระตุ้นการหลั่งคอร์ติซอลเพิ่มเติมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้บริโภคคาเฟอีนเป็นประจำ ขณะที่การศึกษาทางคลินิกอีกชิ้นในวารสาร Psychosomatic Medicine รายงานว่า การบริโภคคาเฟอีนส่งผลให้ระดับคอร์ติซอลในเลือดเพิ่มขึ้นทั้งในภาวะพักและภาวะเครียด
แม้บทความสุขภาพบางแหล่งจะระบุว่า ระดับคอร์ติซอลอาจเพิ่มขึ้นได้ราว 30–50% จากผลของคาเฟอีน แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ปริมาณคาเฟอีน ความเคยชินของร่างกาย และช่วงเวลาที่ดื่ม
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
แม้ข้อมูลจะยังไม่สรุปชัดเจน แต่การดื่มกาแฟทันทีหลังตื่น โดยเฉพาะขณะท้องว่าง อาจทำให้บางคนเกิดอาการ เช่น
- ใจสั่น หรืออัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น
- ความวิตกกังวล
- ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
- รู้สึกพลังงานตกในภายหลัง
ควรดื่มกาแฟเวลาไหนดี?
ผู้เชี่ยวชาญหลายรายแนะนำว่า การรอประมาณ 60–90 นาทีหลังตื่นนอน ก่อนดื่มกาแฟ อาจช่วยให้ร่างกายจัดการระดับคอร์ติซอลตามธรรมชาติได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การรับประทานอาหารเล็กน้อยก่อนดื่มกาแฟ อาจช่วยลดผลข้างเคียง เช่น อาการใจสั่นหรือระคายเคืองกระเพาะ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- "ที่รัก" คำเรียกที่กระตุ้นฮอร์โมนผู้หญิง ช่วยลดความเครียดได้
- นักวิจัยบราซิลใช้เทคโนโลยีผสมข้ามสายพันธุ์ “กาแฟ” รับมือ “วิกฤตโลกร้อน”
- โลกร้อนซัดไร่กาแฟทั่วโลก ทำผลผลิตลด ดันราคาพุ่งไม่หยุด
- กาแฟโลกส่อวิกฤต อากาศร้อนทำแหล่งปลูก “ร้อนเกินเกณฑ์” จนปลูกไม่ได้
- ฮอร์โมนเอสโตรเจนทำผู้หญิงปวดท้องจากลำไส้รุนแรงกว่าผู้ชาย