แนะยึดหลัก “ชูชีพ-กฎ-งดดื่ม” ลดปัญหาจมน้ำ หากพบคนกำลังจมน้ำ ใช้สูตร”ตะโกน โยน ยื่น”
หน้าร้อน การลงเล่นน้ำคลายร้อนมีมาก และพบปัญหาเสียชีวิตจากการจมน้ำในจำนวนมากแต่ละปี กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยถึงสถานการณ์การจมน้ำของประเทศไทย ช่วงเทศกาลสงกรานต์ (13 – 15 เมษายน) มีผู้เสียชีวิต รวม 45 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 15 ราย สูงกว่าช่วงปกติถึง 1.5 เท่า สาเหตุลงเล่นน้ำแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่สวมเสื้อชูชีพ ขาดความรู้และทักษะความปลอดภัยทางน้ำ ระบุผู้บาดเจ็บรุนแรงจากการจมน้ำมีการดื่มแอลกอฮอล์สูงถึง 25% มากกว่าช่วงปกติถึง 1.8 เท่า
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2568) พบว่าในเดือนเมษายนมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 334 ราย หรือวันละกว่า 11 ราย ขณะที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน มีผู้เสียชีวิตรวม 45 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 15 ราย สูงกว่าช่วงปกติถึง 1.5 เท่า และข้อมูลจากระบบรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำ (Drowning Report) ในช่วงปี 2564 – 2568 พบว่า สาเหตุการจมน้ำในช่วงสงกรานต์เกิดจากการเล่นน้ำมากที่สุด 60%
แหล่งน้ำที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และเกือบทั้งหมดของผู้ประสบเหตุไม่ได้สวมเสื้อชูชีพ โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ขาดความรู้และทักษะความปลอดภัยทางน้ำ รวมถึงการช่วยเหลือคนตกน้ำ จมน้ำที่ถูกต้อง ซึ่งหลังเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 58.3% ขณะที่อีก 24.3% ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล นอกจากนี้ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ (Injury Surveillance) ยังพบว่าผู้บาดเจ็บรุนแรงจากการจมน้ำมีการดื่มแอลกอฮอล์สูงถึง 25% ซึ่งมากกว่าช่วงปกติถึง 1.8 เท่า
นพ.ปรีดา วรหาร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม กล่าวว่า เพื่อป้องกันการสูญเสีย กรมควบคุมโรคได้แนะนำให้ประชาชนยึดหลัก “ชูชีพ-กฎ-งดดื่ม” กล่าวคือ 1) สวมเสื้อชูชีพทุกครั้ง เมื่อโดยสารเรือหรือทำกิจกรรมทางน้ำ 2) ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยทางน้ำอย่างเคร่งครัด (เช่น เล่นน้ำในบริเวณที่กำหนด ไม่ลงไปตรงจุดเสี่ยง ไม่เล่นน้ำบริเวณที่มีธงแดง คลื่นลมแรง ป้ายเตือน ไม่เล่นน้ำตามลำพัง ไม่กระโดดลงน้ำ) 3) หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนหรือระหว่างทำกิจกรรมทางน้ำหรือเมื่ออยู่ใกล้แหล่งน้ำ พร้อมเน้นย้ำให้แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำจัดโซนนิ่งพื้นที่เล่นน้ำ มีเจ้าหน้าที่ชีวพิทักษ์ (Lifeguard) และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เพียงพอ รวมถึงกำหนดมาตรการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การช่วยเหลือและการปฐมพยาบาลคนตกน้ำจมน้ำ แนะนำให้ยึดหลัก "ตะโกน โยน ยื่น" คือ วิธีการช่วยคนตกน้ำที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด เพื่อป้องกันผู้ช่วยจมน้ำไปด้วย โดยมีขั้นตอน คือ 1) ตะโกน บอกให้คนอื่นช่วยและโทร 1669 เพื่อแจ้งพิกัดและอาการผู้ประสบภัย 2) โยน วัตถุลอยน้ำใกล้ตัว เช่น แกลลอนเปล่า ห่วงยาง โดยครั้งละหลาย ๆ ชิ้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประสบภั้ยจะเกาะได้ และ 3) ยื่น ไม้ ผ้า หรือเชือก ให้คนตกน้ำจับ ห้ามกระโดดลงไปเองหากไม่ชำนาญ
ข้อควรระวังสูงสุด คือ ห้ามกระโดดลงไปช่วยโดยเด็ดขาดหากไม่มีประสบการณ์ เพราะผู้ประสบภัยจะตื่นตระหนกและกอดรัดคุณจนจมน้ำไปด้วยกัน และห้ามอุ้มคนจมน้ำพาดบ่าหรือกระทุ้งท้อง เพราะทำให้น้ำที่อาจมีเศษอาหารไหลเข้าปอดและเสียชีวิตได้ หากช่วยขึ้นมาได้แล้ว ให้จัดท่านอนราบ ตะแคงหน้า เพื่อให้น้ำออกจากปาก หากหายใจเองไม่ได้ หรือหัวใจหยุดเต้น ให้ทำ CPR โดยการกดหน้าอกความเร็วประมาณ 100-120 ครั้งต่อนาที กด 30 ครั้ง สลับเป่าปาก 2 ครั้ง (หรือกดหน้าอกอย่างเดียวหากไม่ชำนาญ) จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง
เมื่อพบคนตกน้ำ/จมน้ำ ให้รีบโทรแจ้ง 1669 (สายด่วนกู้ชีพ ฟรี 24 ชม.) ทันที บอกสถานที่ อายุ อาการผู้ป่วย (หมดสติ/ไม่หายใจ) และเบอร์ติดต่อกลับ