วิกฤตฮอร์มุซลุกลาม! “สหรัฐ” ยิงเรืออิหร่าน ด้าน “อิหร่าน” ตอบโต้ถล่มเพื่อนบ้าน
สถานการณ์ส่อเดือด หลังสหรัฐเปิดฉากยิงเรืออิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยโดรนและขีปนาวุธใส่ประเทศในอ่าว ดันวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซ ใกล้หลุดการควบคุม
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.44 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกา ได้โจมตีเรือเร็วของอิหร่าน จำนวน 7 ลำในบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐในการช่วยนำเรือสินค้าที่ติดค้างอยู่ในอ่าวออกจากเส้นทางเดินเรือที่แทบถูกปิดตาย
ในวันเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และเกาหลีใต้ต่างรายงานเหตุโจมตีเรือในเส้นทางดังกล่าว โดย UAE ยังระบุว่าเกิดเพลิงไหม้ที่ท่าเรือน้ำมันฟูไจราห์หลังถูกโจมตีจากอิหร่าน
ด้านบริษัทขนส่งทางเรือ Maersk เปิดเผยกับ BBC ว่า เรือที่ชักธงสหรัฐของบริษัทสามารถออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จภายใต้การคุ้มกันของกองทัพสหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่ทรัมป์เรียกว่า “Project Freedom”
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Abbas Araghchi แสดงท่าทีคัดค้าน โดยระบุว่าเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนชัดว่า “ไม่มีทางออกทางทหารสำหรับวิกฤตทางการเมือง” พร้อมวิจารณ์ว่า “Project Freedom คือ Project Deadlock”
Maersk ยืนยันว่า การเดินทางของเรือพาณิชย์ของบริษัทเสร็จสิ้นโดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ลูกเรือทุกคนปลอดภัย
ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้นเป็นส่วนใหญ่ นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งปกติเป็นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของโลก
แม้ทั้งสองฝ่ายจะประกาศหยุดยิงในช่วงต้นเดือนเมษายน โดยอิหร่านยุติการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อประเทศในอ่าว เช่น UAE แต่เรือพาณิชย์ยังคงไม่สามารถผ่านช่องแคบได้ตามปกติ ขณะเดียวกันสหรัฐยังใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน
ทรัมป์กล่าวว่า“เราได้ยิงเรือเล็ก 7 ลำ หรือที่พวกเขาเรียกว่า ‘fast boats’ มันคือสิ่งเดียวที่พวกเขาเหลืออยู่” โดย กองทัพสหรัฐ ระบุว่า ใช้เฮลิคอปเตอร์ในการโจมตี ขณะที่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ สหรัฐระบุว่าเรือพิฆาตของกองทัพเรือและเรือพาณิชย์ที่ชักธงสหรัฐสามารถแล่นผ่านช่องแคบได้ แต่อิหร่านโต้กลับว่าเป็นข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง และอ้างว่าได้ยิงเตือนเรือรบสหรัฐ ซึ่งฝั่งสหรัฐก็ปฏิเสธเช่นกัน
ต่อมา Maersk เปิดเผยว่าเรือ “Alliance Fairfax” ซึ่งติดค้างในอ่าวตั้งแต่เหตุโจมตีเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ สามารถออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ หลังได้รับการติดต่อจากรัฐบาลสหรัฐและได้รับข้อเสนอให้เดินทางภายใต้การคุ้มกันของกองทัพ
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของ UAE ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Adnoc ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนเกาหลีใต้รายงานเหตุระเบิดบนเรือของตนใกล้ชายฝั่ง UAE
UAE ยังระบุว่า ระบบป้องกันทางอากาศสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธแบบ ballistic 12 ลูก ขีปนาวุธร่อน 3 ลูก และโดรน 4 ลำ โดยการโจมตีหนึ่งครั้งทำให้เกิดไฟไหม้ขนาดใหญ่ที่ท่าเรือน้ำมันฟูไจราห์ และมีผู้บาดเจ็บ 3 ราย
กรุงอาบูดาบีระบุว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการยกระดับสถานการณ์ที่อันตราย และสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้ ขณะที่สื่อทางการอิหร่านอ้างคำพูดเจ้าหน้าที่ทหารว่า อิหร่านไม่มีแผนโจมตี UAE
ผู้นำโลกหลายประเทศออกมาประณามเหตุการณ์ดังกล่าว โดย เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ระบุว่าเป็นการโจมตีที่ไม่มีเหตุผลและไม่อาจยอมรับได้ขณะที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ ยืนยันจะสนับสนุนการป้องกันประเทศพันธมิตรในอ่าว
ด้านราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นมากกว่า 5% หลังมีรายงานการโจมตีที่ฟูไจราห์
ฟูไจราห์ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของ UAE บริเวณอ่าวโอมาน นอกช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีท่อส่งน้ำมันจากอาบูดาบีมายังพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ยังสามารถส่งออกน้ำมันบางส่วนได้ แม้ช่องแคบจะถูกปิดกั้น
ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กาตาร์ ออกมาประณามการโจมตี และเรียกร้องให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีเงื่อนไข
ขณะที่ใน โอมาน มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย หลังอาคารที่พักอาศัยในเมือง Bukha ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งช่องแคบฮอร์มุซ ถูกโจมตี
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐจะเริ่มช่วยเรือสินค้าที่ติดค้างในเส้นทางเดินเรือภายใต้ “Project Freedom” โดยมีลูกเรือราว 20,000 คน บนเรือประมาณ 2,000 ลำ ติดอยู่ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์
ทรัมป์ระบุว่า หลายประเทศทั่วโลกได้ร้องขอให้สหรัฐช่วยปลดปล่อยเรือที่ “ติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งที่เป็นเพียงผู้บริสุทธิ์และเป็นกลาง”
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร เพียงแต่ย้ำว่าจะใช้กำลัง “หากกระบวนการด้านมนุษยธรรมนี้ถูกแทรกแซงในทางใดก็ตาม”
อ้างอิง : www.bbc.com