โอกาสจากฤดูประกาศงบ ตลาดฟื้น แต่ยังไปได้ไม่ไกล
#ทันหุ้น-ข้อมูลจาก ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวหลังความตึงเครียดจากสงครามเริ่มผ่อนคลาย แม้การเจรจายังไม่จบ แต่ตลาดมองว่าความเสี่ยงด้านลบส่วนใหญ่สะท้อนไปในราคาหุ้นแล้ว ประกอบกับช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งต้นทุนพลังงานยังไม่กดดันมากนัก ช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นให้ยังดูเป็นบวก อย่างไรก็ตามตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “เช็กความจริง” เพราะต้นทุนพลังงานที่ยังสูง มีแนวโน้มเริ่มถูกส่งต่อมายังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งตั้งแต่ไตรมาส 2 และจะเห็นชัดขึ้นในไตรมาส 3 ทำให้โอกาสที่ตลาดจะขึ้นแรงยังจำกัด โดยประเมินกรอบดัชนี SET แถว 1,550 จุด
จากช่วงคาดหวัง สู่ช่วงดูผลจริง
เมื่อสินค้าคงคลังรอบใหม่เริ่มสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น ตลาดจะให้ความสำคัญกับ “ผลกระทบจริงต่อกำไร” มากกว่าความคาดหวังในอนาคต ส่งผลให้กลยุทธ์การลงทุนควรเน้น เลือกหุ้นเป็นรายตัว โดยมองหาบริษัทที่กำไรยังเติบโตหรือฟื้นตัวได้ดี และได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานไม่มาก
กำไรไตรมาส 1 ยังโต แต่ไม่เท่ากันทุกกลุ่ม
กำไรสุทธิของตลาดในไตรมาส 1 ปี 2569 คาดเติบโตราว 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 26% เทียบไตรมาสก่อน แรงหนุนหลักมาจาก ธุรกิจสื่อสารและอินเทอร์เน็ตความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ค่าการกลั่นและส่วนต่างปิโตรเคมีที่ดีขึ้น รวมถึงกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่และรายได้จากโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ในทางกลับกันบางกลุ่มยังถูกกดดัน เช่น ธนาคารจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง และกลุ่มอาหารจากราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับลง
ใครโดนต้นทุน ใครยังรับมือได้
ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก
- กลุ่มแรก คือกลุ่มที่โดนผลกระทบทันที เช่น สายการบิน ขนส่ง และโรงไฟฟ้าบางประเภท ซึ่งมีต้นทุนเชื้อเพลิงสูง
- กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่ผลกระทบจะมาแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น เครื่องดื่ม ค้าปลีกสินค้าไม่จำเป็น วัสดุก่อสร้าง ท่องเที่ยว และอาหารสัตว์เลี้ยง
- กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่ยังรับมือได้ดี หรือได้ประโยชน์ เช่น ปิโตรเคมีจากภาวะสินค้าขาดตลาด นิคมอุตสาหกรรมที่ยังได้แรงหนุนจากเงินลงทุนต่างชาติ กลุ่มสื่อสารที่รายได้สม่ำเสมอ และโรงพยาบาลที่ได้แรงหนุนจากผู้ป่วยต่างชาติกลับมา
ประมาณการกำไรตลาดสะท้อนอะไรไปแล้ว
ในเดือนเมษายน การคาดการณ์กำไรของตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยได้แรงหนุนจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กลุ่มที่ต้นทุนพลังงานสูง หรือพึ่งพากำลังซื้อในประเทศ เช่น สายการบิน ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน เริ่มถูกปรับมุมมองลง
มุมมองและโอกาสลงทุน
ท่ามกลางความผันผวน ทีม Wealth Research มองว่าโอกาสยังอยู่ในกลุ่มที่กำไรมีทิศทางชัด และได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานต่ำ โดยเน้น 5 กลุ่มหลัก พร้อมหุ้นเด่น ได้แก่
- กลุ่มปิโตรเคมี ที่ได้ประโยชน์จากสินค้าขาดตลาด เช่น PTTGC, IVL
- กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและดาต้าเซ็นเตอร์ จากการลงทุนภาครัฐและต่างชาติ เช่น GULF, GUNKUL, TRUE, WHA, WHAUP
- กลุ่มค้าปลีกในประเทศที่แข็งแกร่ง มีอำนาจตั้งราคา และได้แรงหนุนจากมาตรการรัฐ เช่น CPN, CPALL
- หุ้นปันผลสูง ธุรกิจมั่นคง จากกลุ่มบริหารความมั่งคั่ง เช่น KTB
- หุ้นที่ราคาลงแรงเกินพื้นฐาน และมีโอกาสฟื้นหลังความตึงเครียดคลี่คลาย เช่น BH, ITC