โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

คดี “หมิงเฉิน ซัน” สะเทือนมั่นคงไทย! ชี้ รถคว่ำที่ชลบุรีไม่ใช่แค่คดีอุบัติเหตุ แต่เปิดโปงคลังอาวุธสงคราม

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คดี “หมิงเฉิน ซัน” สะเทือนมั่นคงไทย! นักวิชาการชี้ รถคว่ำที่ชลบุรีไม่ใช่แค่คดีอุบัติเหตุ แต่เปิดโปงคลังอาวุธสงคราม-ช่องโหว่ข่าวกรองไทยครั้งใหญ่ ตั้งคำถามแรง รัฐมีหน่วยข่าวกรองเต็มระบบ แต่ปล่อย “จีนเทา” สะสม C4-ปืน M4-เสื้อพลีชีพ พร้อมถือบัตรไทยได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 69 คดีหมิงเฉิน ซัน ยังต้องเกาะติดเกี่ยวโยงกับมิติมั่นคงของประเทศไทยอย่างไร ท่ามกลางสังคมเป็นห่วงถูกตัดตอน โดยเฉพาะเมื่อส่องดูการรายงานต่อผู้นำประเทศและสะท้อนผ่านคำพูด “คนที่สะสมอาวุธเป็นงานอดิเรก ตามกฎหมายทำไม่ได้” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยกคำพูดหลังได้รับรายงานวันที่ 9 พ.ค. จากพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. หลังการจับกุมนายหมิงเฉิน ชัน ชายชาวจีนพร้อมอาวุธสงครามที่ชลบุรี ท่ามกลางหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต “ระวัง”คดีความถูกตัดตอนสาวถึงขบวนการที่กระทบต่อความมั่นคง เพราะนับตั้งแต่ อุบัติเหตุรถพลิกคว่ำกลางสายฝนที่ชลบุรีเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ไม่ได้จบลงที่รายงานอุบัติเหตุทั่วไป แต่นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานคณะทำงานสันติภาพโลกและเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ในคณะทำงานฯชุดนี้ มีผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศ อย่างน้อยมี อดีตนายกรัฐมนตรี 2 คนอยู่ด้วย สะท้อนมุมมองเหตุการณ์พลิกนรกครั้งนี้น่าสนใจ

เพราะเหตุการณ์ครั้งนีเปิดประตูสู่การค้นพบคลังอาวุธสงครามขนาดย่อมที่ซ่อนอยู่ในบ้านพักของหมิงเฉิน ซัน ชาวจีนวัย 31 ปี เจ้าหน้าที่พบระเบิด C4 กว่า 7 กิโลกรัม ปืน M4 2 กระบอก ระเบิดมือ 10 ลูก และเสื้อเกราะที่ถูกดัดแปลงเป็นชุดพลีชีพ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เล็ดรอดหน่วยข่าวกรองทั้งหลายไปได้อย่างไร

การจับกุมที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญครั้งนี้ ได้เปลือยให้เห็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ในระบบข่าวกรองและความมั่นคงของไทยที่ขาดประสิทธิภาพ ขาดการบูรณาการงานข่าว แม้มีทั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยข่าวกรองทหารทั้ง 3 เหล่า ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล และหน่วยงานในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ดูแลความมั่นคงคนละครึ่ง) แต่ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ จะรู้หรือไม่ว่ามีจีนเทาสะสมอาวุธ และมีบัตรประชาชนไทย?

คำตอบที่แท้จริงไม่ใช่ว่าเราโชคดีแค่ไหนที่จับได้ แต่คือ ระบบข่าวกรองที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันประเทศกำลังทำงานอยู่จริงหรือไม่ หรือต่างคนต่างทำอย่างขาดประสิทธิภาพ ก่อนหน้านี้นายวีระ สมความคิดออกมาเตือนว่า ให้ระวัง BHQ เข้ามาก่อวินาศกรรมในไทย แต่ก็ไร้ความกระตือรือล้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ภัยคุกคามในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้มาในเครื่องแบบอย่างเดียวแล้ว ความเข้าใจภัยความมั่นคงในระบบราชการไทยยังฝังรากอยู่กับกรอบความคิดแบบเดิม ภัยคือกองทัพข้ามชายแดน ภัยคือกลุ่มก่อการร้ายที่มีธงชัด ภัยคือศัตรูที่สวมเครื่องแบบและมาพร้อมแถลงการณ์

แต่คดีหมิงเฉิน ซัน บอกเราว่าภัยในยุคนี้สวมวีซ่า Thailand Elite ถือพาสปอร์ต 2 เล่ม จ่ายค่าที่พักผ่านแอปพลิเคชัน และซื้ออาวุธผ่านกลุ่ม LINE
สิ่งที่เรียกว่า “จีนเทา” ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจผิดกฎหมายหรือคอลเซ็นเตอร์อีกต่อไป มันกำลังขยายตัวเป็นชั้นของกิจกรรมที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ตั้งแต่ทุนสีเทาที่ฟอกผ่านอสังหาริมทรัพย์ บริษัทรักษาความปลอดภัยที่จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย แต่มีบุคลากรที่มีภูมิหลังทางทหารหรือกึ่งทหาร ไปจนถึงบุคคลที่เดินทางเข้าออกชายแดนหลายสิบครั้งโดยไม่ถูกตั้งคำถาม

บริษัทรักษาความปลอดภัยต่างชาติในไทยที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลายแห่งดำเนินงานในพื้นที่เทาที่การกำกับดูแลของรัฐเข้าไม่ถึง บุคลากรของบริษัทเหล่านี้ บางส่วนมีทักษะการใช้อาวุธและยุทธวิธีที่ก้าวหน้ากว่าตำรวจท้องที่ และโครงสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่ายข้ามชาติยังคงเป็นพื้นที่มืดที่ฝ่ายข่าวกรองไม่ได้ทำแผนที่ไว้อย่างเป็นระบบ การประเมินภัยคุกคามของไทยจึงต้องถูกปรับใหม่ตั้งแต่ฐานราก โดยรวมมิติเหล่านี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของภาพภัยหลัก ไม่ใช่ประเด็นรอง

หน่วยข่าวกรองต้องปฏิรูปในเชิงรุกก่อน ไม่ใช่วิ่งไล่ตามและรับมือเท่านั้น หรือไม่ใช่แต่ส่งเสริมแต่ปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IOทางการเมืองกับประชาชนภายในชาติอย่างเดียวแบบที่เคยถนัดตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ซึ่งสมควรเลิกได้แล้ว สงครามข่าวสารสมัยใหม่ไปไกลมาก แต่รัฐบาลยังคงทำงานกันแบบเก่าอยู่

วิธีที่หมิงเฉิน ซัน ถูกจับคือโชค ไม่ใช่ระบบ และนั่นคือปัญหาที่แท้จริง หน่วยข่าวกรองชั้นนำของโลกอย่าง CIA หรือ Mossad ไม่ได้รอให้รถคว่ำแล้วค่อยออกตรวจค้น พวกเขาสร้างภาพในห้องทำงานก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น กระบวนการที่เรียกว่า Predictive Intelligence หรือการข่าวเชิงพยากรณ์ ทำงานบนฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงพฤติกรรมผิดปกติเข้ากับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า แต่ในประเทศไทยเต็มไปด้วยข่าวบิดเบือน

ในกรณีนี้ หมิงเฉิน ซัน เข้า-ออกชายแดนไทย-กัมพูชาหลายสิบครั้ง เข้ารับการฝึกใช้อาวุธกับหน่วยรบพิเศษในกัมพูชา ถือพาสปอร์ต 2 เล่ม และใช้วีซ่าประเภทที่ให้สิทธิพำนักระยะยาว สัญญาณเหล่านี้มีอยู่ในระบบ แต่ไม่มีใครเชื่อมโยงมันเข้าหากัน เรามีหน่วยข่าวกรองมากมาย มี กสทช. มีกระทรวงดิจิทัล แต่รัฐบาลไทยมัวแต่ทำอะไรกันอยู่?

ความแตกต่างระหว่างหน่วยข่าวกรองที่ทรงประสิทธิภาพกับที่ล้มเหลวไม่ได้อยู่ที่ความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ แต่อยู่ที่สถาปัตยกรรมของระบบที่ออกแบบมาเพื่อเห็นรูปแบบในข้อมูล ก่อนที่รูปแบบนั้นจะกลายเป็นเหตุการณ์จริง ไทยยังคงทำงานแบบแยกส่วน ข้อมูลตรวจคนเข้าเมือง ข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน ข้อมูลโซเชียลมีเดีย และข้อมูลพฤติกรรมชายแดนอยู่คนละฐาน ไม่มีกลไกที่บูรณาการให้มองเห็นภาพรวมได้แบบเรียลไทม์ ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยจะต้องสังคายนาเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว

ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่อนาคต มันคือปัจจุบันที่ไทยยังวิ่งตามไม่ทัน หมิงเฉิน ซัน ใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลอานุภาพระเบิด นั่นหมายความว่าภัยคุกคามได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่ฝ่ายข่าวกรองควรใช้ในการตรวจจับ แต่ฝ่ายป้องกันยังไม่ได้นำมันมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ หน่วยข่าวกรองที่ทันสมัยในยุคนี้ใช้ AI เพื่อคัดกรองสัญญาณผิดปกติจากข้อมูลมหาศาล ทั้งรูปแบบการเดินทาง ธุรกรรมทางการเงิน การสื่อสารบนแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และข่าวกรองสัญญาณที่ไหลเวียนในพื้นที่ดิจิทัล

หน่วย Unit 8200 ของอิสราเอลหรือ GCHQ ของอังกฤษไม่ได้รอให้ระเบิดดัง พวกเขาสร้างระบบที่ฟังก่อน แต่ประเทศไทยยังคงดำเนินงานข่าวกรองส่วนใหญ่บนกระบวนทัศน์ยุคสงครามเย็น ที่ให้น้ำหนักกับการสร้างเครือข่ายมนุษย์และรายงานแบบลำดับชั้น ในขณะที่ภัยคุกคามสมัยใหม่เคลื่อนที่เร็วกว่าลำดับชั้นการรายงานหลายเท่า ระบบข่าวกรองที่ยังติดอยู่กับความสำเร็จในยุคที่ผ่านมากำลังตอบสนองต่อโลกที่ไม่มีอยู่แล้ว

ปัจจุบันนี้ประชาชนไม่ใช่แค่ผู้ชม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกัน และควรมีส่วนร่วมกับการจัดการข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ ประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดแต่สำคัญที่สุดในการปฏิรูปข่าวกรองไทยคือคำถามว่า ใครตรวจสอบผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ?

ในสหรัฐอเมริกา คณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา (Senate Select Committee on Intelligence) ทำหน้าที่กำกับดูแล CIA, NSA และหน่วยงานข่าวกรองอื่นๆ ในนามของประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับและตั้งคำถามต่อผู้บริหารหน่วยงาน กลไกนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเปิดเผยความลับ แต่เพื่อสร้างความรับผิดชอบในระบบที่ปิดโดยธรรมชาติ

ในกรณีของไทย ระบบตรวจสอบจากภายนอกนั้นแทบไม่มีในทางปฏิบัติ สาธารณชนรู้เพียงว่า “หน่วยงานกำลังทำงาน” แต่ไม่มีกลไกที่ช่วยให้ประชาชนประเมินได้ว่างานนั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด คดีหมิงเฉิน ซัน ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงในรัฐสภาว่าระบบคัดกรองวีซ่า Thailand Elite ทำงานอย่างไร เหตุใดบุคคลที่มีพฤติกรรมชายแดนผิดปกติจึงไม่ถูกตั้งธงเตือน และข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ถูกบูรณาการในระดับใด

การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและผู้แทนของพวกเขาตรวจสอบระบบข่าวกรอง ไม่ใช่การทำลายความมั่นคง แต่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับมัน เพราะระบบที่ไม่มีการตรวจสอบมีแนวโน้มสะสมความล้มเหลวไว้ภายในโดยไม่มีใครรู้ โชคไม่ใช่ยุทธศาสตร์ รถคว่ำที่ชลบุรีช่วยชีวิตไว้ได้อาจนับร้อย บางทีนับพัน แต่ไม่มีนโยบายความมั่นคงในโลกนี้ที่สร้างบนฐานของโชคชะตา หากบุคคลเดียวสามารถลักลอบนำคลังแสงระดับนี้เข้ามาผ่านระบบที่รัฐออกแบบไว้ มีบุคคลอื่นอีกกี่คนที่ยังอยู่ในระบบเดียวกัน รอคอยจังหวะที่ไม่มีรถคว่ำโดยบังเอิญอีก

ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในภูมิภาค ล้อมรอบด้วยประเทศที่มีพลวัตความมั่นคงสูง มีเศรษฐกิจที่ดึงดูดทุนจากทั่วโลกทั้งขาวและเทา และมีโครงสร้างการท่องเที่ยวที่เปิดกว้างกลายเป็นทั้งจุดแข็งทางเศรษฐกิจและจุดอ่อนทางความมั่นคงพร้อมกันในภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่

การปฏิรูปที่จำเป็นไม่ได้เป็นเรื่องงบประมาณหรือกำลังพล แต่เป็นกระบวนทัศน์ ระบบข่าวกรองที่ทันโลก ต้องมองภัยคุกคามในรูปแบบที่ภัยคุกคามมีอยู่จริง ไม่ใช่ในรูปแบบที่สะดวกต่อการจัดการตามสายบังคับบัญชา โดยบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ก่อนเหตุการณ์ และมีกลไกตรวจสอบที่ทำให้ระบบพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากต้องตั้งคณะกรรมาธิการข่าวกรอง สภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบการจัดการและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายความมั่นคงแล้ว ถึงเวลาผ่าตัดรัฐราชการและปฏิรูปหน่วยงานการข่าวกรองทั้งหลายโดยด่วน อย่าปล่อยให้ประเทศอยู่ในสถานการณ์แบบ No country for old man เหมือนในปัจจุบัน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...