โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เมธา มาสขาว" เลขาธิการ ครป.แนะรัฐบาลใหม่ ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เพื่อรับวิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่าน

Manager Online

อัพเดต 29 มีนาคม 2569 เวลา 14.28 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

"เมธา มาสขาว" เลขาธิการ ครป.แนะข้อเสนอรัฐบาลใหม่ "ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างพลังงาน พร้อมรับวิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่าน" ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

เมื่อวันที่28 มี ค. นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป.และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจได้โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์ประเด็นรัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำมัน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ว่าประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างพลังงาน รับวิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ประเทศไทยต้องยึดรัฐ ไม่ใช่ปล่อยให้ทุนยึดรัฐ (State Capture) แบบในปัจจุบัน แล้วปล่อยให้ราคาน้ำมัน-ไฟฟ้าและทรัพยากรต่างๆ ของส่วนรวมขึ้นอยู่กับกลไกตลาดโลก ทั้งที่เป็นความมั่นคงของประเทศ

สงครามเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิศาสตร์การเมืองโลก และทำให้สถานการณ์พลังงานน้ำมันโลกสั่นสะเทือนไปทุกภูมิภาค เพราะต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจำนวนมาก แม้กระทั่งประเทศไทยที่มีโรงกลั่นเหลือเฟือเกินความต้องการแต่ผลิตน้ำมันดิบได้เองเพียง 1 ใน 10 ของความต้องการทั้งหมด

ดังนั้น การกักตุนเพื่อเกร็งกำไรจึงเกิดขึ้นก่อนประกาศขายตามกลไกตลาด และนายทุนใหญ่ของรัฐบาลก็ล้วนเป็นนายทุนพลังงานน้ำมันและไฟฟ้าทั้งสิ้น ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนจึงเกิดขึ้น แม้รัฐบาลพยายามคุมราคาน้ำมันดีเซลจนสถานะของกองทุนน้ำมันเข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากต้องแบกรับภาระการอุดหนุนราคาอย่างหนัก จนติดลบสะสม

ประเทศไทยต้องคนไทยใช้น้ำมันรวมประมาณวันละ 140 ล้านลิตร สมมุติว่าถ้าหากบริษัทน้ำมันของไทยขายน้ำมันเก่าที่กักตุนไว้นานแล้วก่อนปล่อยราคาขึ้นตามกลไกตลาดโลก ปตท.ขายน้ำมันวันละประมาณ 70 ล้านลิตร จะได้กำไรทันทีวันละ 420 ล้านบาท ปั๊มน้ำมัน PT ของท่านรองนายกรัฐมนตรีไทย ขายน้ำมันวันละประมาณ 18 ล้านลิตร จะได้กำไรทันทีวันละ 108 ล้านบาท ประมาณการว่า 10 วันก็พันล้านแล้ว ถ้าเป็นเรื่องจริงจะเป็นการถอนทุนอย่างเลือดเย็นจากการเลือกตั้งที่เร็วมากที่สุดบนความเดือดร้อนของประชาชนทั่วประเทศ

ประเทศไทยมีโรงกลั่นทั่วประเทศเป็นของรัฐส่วนใหญ่และกลั่นน้ำมันได้เกินความเพียงพอภายในประเทศ ทั้งยังแบ่งส่งขายประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่ยังคงต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันดิบ เพราะผลิตเองได้เพียง 10-15% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ที่เหลือเรานำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 60% สหรัฐอเมริกา 15-20% มาเลเซีย, อินโดนีเซียและออสเตรเลีย ประมาณ 10-15% ที่ผ่านมา 15 วัน รัฐบาลไทยได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปเป็นจำนวนมหาศาลเกือบ 4 หมื่นล้านบาทเพื่อรับมือกับวิกฤตราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการสู้รบในตะวันออกกลาง

แม้เราจะมีน้ำมันสำรองใช้ได้มากกว่า 2 เดือนแม้ราคาจะแพงขึ้น แต่ระยะยาวจะเกิดผลกระทบมหาศาล หากรัฐบาลไทยยังตั้งรับสถานการณ์แบบรายวัน เพราะผลกระทบต่อสงครามจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งวิกฤตต้นทุนและการส่งออก เนื่องจากวิกฤตพลังงานซึ่งมีแนวโน้มพุ่งสูงเกิน 40 บาทต่อลิตรในไม่ช้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนขนส่งและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นตัวเร่งภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ค่าครองชีพในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงขึ้นทันที ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอาจปรับตัวสูงขึ้นตามค่าขนส่ง

รวมทั้งทำให้การส่งออกหยุดชะงัก สินค้าเกษตรหลักของไทย โดยเฉพาะ ข้าว ที่ส่งออกไปยังตะวันออกกลางเริ่มประสบปัญหา เนื่องจากเส้นทางเดินเรือไม่ปลอดภัยและลูกค้าในภูมิภาคชะลอการสั่งซื้อ การท่องเที่ยวจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ประเทศไทยจึงต้องเร่งบริหารจัดการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ และต้องมีการจำกัดการส่งออกเพื่อเหลือเอาใช้ในประเทศ

การจัดการโครงสร้างราคาน้ำมันและปัญหาการขาดแคลนในประเทศไทย รัฐบาลอาจจัดการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม และปรับโครงสร้างภาษีที่ซ้ำซ้อน ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้กระทรวงพลังงานมีบทบาทในการบริหารจัดการราคาได้คล่องตัวขึ้น เช่น การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตในยามที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น แทนการพึ่งพากองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว และส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก

นอกจากการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลนเฉพาะหน้าด้วยการลดมาตรการทางภาษีแล้ว รัฐบาลไทยควรปรับโครงสร้างพลังงานไทยเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว แม้โรงกลั่นน้ำมันเกือบทั้งหมดเป็นของรัฐวิสาหกิจยกเว้น สตาร์ปิโตรเลียม (SPRC) ของเชฟร่อน ดังนั้น น่าจะควบคุมราคาน้ำมันสำหรับคนไทยภายในประเทศได้ โดยการปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น เลิกอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์

โดยข้อเสนอเบื้องต้นเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลนและราคาแพง คือ

1.ลดภาษีสรรพสามิตลง

2.เก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นในช่วงวิกฤต เพื่อนำเงินมาสมทบกองทุนน้ำมัน

3.ปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น เลิกอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ (Import Parity) สำหรับน้ำมันที่ผลิตและกลั่นในไทย เพื่อลด "ค่าใช้จ่ายสมมติ" เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยจากต่างประเทศ

4.การจัดหาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เจรจาซื้อน้ำมันราคาพิเศษจากประเทศผู้ผลิตโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง เช่น การสั่งซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย

แต่ในระยะยาว พลังงานน้ำมันและไฟฟ้า เป็นความมั่นคงของประเทศที่รัฐจะต้องถือครอง ไม่ปล่อยให้นายทุนเอกชนหาผลประโยชน์ตามกลไกตลาดได้อย่างเสรี เนื่องจากมีอำนาจตามกฎหมายของรัฐที่จะจัดการความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศ

ขณะที่ ปตท.กำไรเป็นแสนล้านบาทต่อปี ทำไมไม่ยกกำไรนั้นคืนพี่น้องประชาชนไทย โดยการออกกฎหมายยึดคืน ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% เพื่อแก้ปัญหาความผิดพลาดในอดีต

รวมถึงสั่งการให้ กฟผ.กลับมาผลิตไฟฟ้า 100% เพื่อสำรองการใช้ภายในประเทศอย่างมั่นคงโดยไม่ต้องให้ กฟผ.ไปซื้อจากเอกชนแล้วเอาเงินของรัฐ จากกระเป๋าพี่น้องประชาชน ไปประเคนให้นายทุนโรงไฟฟ้า ทั้งที่รัฐมีศักยภาพผลิตเองได้ สามารถขายราคาถูกให้กับคนไทยและหน่วยงานราชการได้ทันที แต่หรือเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน?

ข้อเสนอระยะยาว

1.ออกกฎหมายยึดคืน ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ 100% ซึ่งสามารถควบคุมกำกับดูแลโรงกลั่นได้ทั้ง 6 แห่งแบบเบ็ดเสร็จ

2.ออกคำสั่งให้ กฟผ.ผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง 100% และยุติการสั่งซื้อไฟฟ้าจากเอกชน (ให้เอกชนขายเอกชนด้วยกันเอง) เท่านั้น ประเทศก็มั่นคง ประชาชนก็มั่งคั่งแล้ว

ในมาตรการระยะยาว ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างพลังงานใหม่เพราะถือเป็นความมั่นคงของประเทศ โดยถือให้ทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐานเป็น "สมบัติส่วนรวม" โดยรัฐเป็นผู้ถือครองและบริหารจัดการแทนประชาชน เพื่อขจัดกลไกกำไรสูงสุดของเอกชนและมุ่งเน้นสวัสดิการสังคมเป็นหลัก โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้

1. การเปลี่ยนภาคพลังงานให้เป็นของรัฐ (Nationalization) ให้รัฐเข้าควบคุมกิจการพลังงานทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ผูกขาดกำไร ให้รัฐเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน โรงกลั่น และสถานีบริการทั้งหมด โดยไม่มีบริษัทข้ามชาติเข้ามาแบ่งผลประโยชน์ หรืออาจมีในสัดส่วนที่รัฐควบคุมได้เบ็ดเสร็จ

ประเทศไทยผิดพลาดที่แปรรูป ปตท.เพื่อแบ่งปันกำไรให้เอกชน และแปรรูป กฟผ.ให้หยุดการผลิตในเชิงนโยบาย จนต้องมาซื้อขายจากเอกชนแทนจนนายทุนไฟฟ้าร่ำรวยมหาศาล ทั้งที่รัฐผลิตเองได้เพื่อแจกจ่ายประชาชน ทั้งที่พลังงานน้ำมัน-ไฟฟ้า ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่สินค้า

2. มีการวางแผนจากส่วนกลางในะระยะยาว แทนที่จะปล่อยให้ราคาผันผวนตามตลาดโลก โดยไม่จำเป็นต้องชอ้างอิงราคาสิงคโปร์สำหรับการอุปโภคภายใน ซึ่งสามารถกำหนดราคาคงที่ได้โดยรัฐคำนวณต้นทุนการผลิตจริงบวกค่าบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ประชาชนใช้พลังงานในราคาถูกที่สุด หรือราคาเดียวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างเมืองและชนบท

ซึ่งสามารถจัดสรรตามความจำเป็นในภาวะขาดแคลนได้ โดยจัดลำดับความสำคัญให้ภาคส่วนที่เป็นสาธารณประโยชน์ก่อน เช่น โรงพยาบาล การเกษตร และการขนส่งสาธารณะ แทนการปล่อยให้ผู้ที่จ่ายไหวเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่า

3. การใช้กำไรเพื่อสวัสดิการ ปัจจุบัน ปตท.กำไรมหาศาลหลายแสนล้านบาท แต่กำลังเหล่านั้นไม่ถึงประชาชน แต่ถูกปันผลให้ผู้ถือหุ้นตามที่มีการแปรรูปไป กำไรพลังงานเหล่านั้นควรนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ เช่น พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าและสร้างความมั่นคงในระยะยาว แต่ปัจจุบันประเทศไทยขาดความมั่นคงเพราะถูกทุนยึดรัฐ

ตัวอย่างการจัดการนโยบายพลังงานและน้ำมันของมาเลเซียมีความน่าสนใจมากแม้ไม่ใช่ประเทศสังคมนิยม แต่เขาพยายามรักษาสมดุลระหว่างการเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่กับการดูแลสวัสดิการในประเทศ PETRONAS เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ 100% แต่บริหารงานแบบมืออาชีพเหมือนบริษัทข้ามชาติ นำส่งรายได้เข้ารัฐเป็นแหล่งรายได้หลักของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเงินส่วนนี้ถูกนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุดหนุนราคาน้ำมัน ปัจจุบันราคาน้ำมันในมาเลเซียราคาถูกที่สุดในอาเซียน สำหรับใช้ในประเทศ ส่วนชาวต่างประเทศให้เติมน้ำมันพรีเมี่ยมแทน

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...