ย้อนรอยน้ำมันพุ่ง 6 บาท! ผู้บริโภคถาม “ทำไมไม่เช็คสต็อกทุกปั๊ม” ก่อนปรับราคา
ย้อนรอยน้ำมันขาดแคลน! กรมธุรกิจพลังงานไม่มีฐานข้อมูลน้ำมันหายไปไหน – ใครกักตุน – ผู้บริโภคถาม “ทำไมไม่เช็คสต็อกทุกปั๊ม” ก่อนขึ้นราคาพรวดเดียว 6 บาท – ชี้ผู้ค้ามาตรา 10 ไม่ต้องสำรองน้ำมัน 1% เอาเปรียบผู้ค้ามาตรา 7 -ปั๊มแบรนด์ ล่าสุดนายกฯเซ็นคำสั่งตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน คตร.ชุดใหม่แทน ศบก.ที่สิ้นสุดลงไปพร้อมกับรัฐบาล “หนู1”- เตรียมมอบหมายกำกับดูแลพลังงานแทน ‘พิพัฒน์’
หนึ่งในวลีเด็ดที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ใช้ในการหาเสียง จนชนะศึกเลือกตั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คือ “ผมเป็นนายกรัฐมนตรีมาได้แค่ 2 เดือนกว่า ก็ทำให้พี่น้องประชาชนได้เยอะแยะ ถ้าเป็น 4 ปี รับรองว่าจะทำจนพี่น้องบอกว่า พอแล้ว ๆๆๆ รวยไม่ไหวแล้ว ไม่มีที่เก็บสตางค์แล้ว” กลาย Viral ล้อเลียนกันสนั่นโลกโซเชียล เพราะยังไม่ทันได้เข้ามาบริหารประเทศเต็มรูปแบบ แค่เดือนมีนาคม 2569 เดือนเดียว ทำเอาพี่น้องชาวไทยจนลงกันถ้วนหน้า ยกเว้นกลุ่มทุนพลังงาน อาจรวยกันจนไม่มีที่เก็บ
หลังจากที่รัฐบาลนายอนุทินประกาศตรึงราคาดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท เป็นเวลา 15 วัน ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์อิหร่านส่งขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบหลายลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุช ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกรวมทั้งประเทศไทยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รัฐบาลต้องขยับเพดานการตรึงราคาดีเซลขึ้นไปไม่เกินลิตรละ 33 บาท ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องดึงเงินจากบัญชีน้ำมันมาชดเชยราคาดีเซลสูงสุดถึงลิตรละ 26.99 บาทต่อลิตร เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมันฯวันละ 1,368 ล้านบาท ส่งผลทำให้สถานะกองทุนฯจากที่เคยเป็นบวกในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 พอปลายเดือน กลายเป็นติดลบ 38,464 ล้านบาท
ในระหว่างที่กองทุนน้ำมัน ฯ อัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าไปแทรกแซงราคาดีเซลให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด ปรากฎว่าตลาดน้ำมันภายในประเทศเกิดความปั่นป่วน ประชาชนคนไทย แห่กันไปแย่งเติมน้ำมันที่ปั๊มจนน้ำมันหมดเกลี้ยง ปิดกันไปหลายปั๊ม ทั้ง ๆที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองถึง 107 วัน แต่ทำไมมีปัญหาน้ำมันขาดแคลน
จากการตรวจสอบของกระทรวงพลังงานในเบื้องต้น พบว่า มีสาเหตุมาจากปริมาณความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ทำให้ผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 เพิ่มปริมาณการจัดสรรน้ำมันที่ปั๊มแบรนด์ เพื่อรับรองความต้องการของประชาชนเป็นลำดับแรกก่อน ทำให้ผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 10 หรือ “Jobber” ได้รับการจัดสรรน้ำมันมาน้อย ขณะที่ตลาดน้ำมันดีเซลมี 2 ราคา ถ้าไปซื้อน้ำมันจากปั๊มที่มีแบรนด์ก็จะได้ราคาถูกกว่าไปซื้อจาก Jobber กลุ่มลูกค้าของ Jobber ทั้งภาคขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม และเกษตรกร จึงแห่กันไปเติมน้ำมันที่หน้าปั๊มที่มีแบรนด์ นี่ก็คือหนึ่งสาเหตุที่เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลน
จนบัดนี้แต่ก็ยังไม่มีใครทราบว่าน้ำมันหายไปไหน ใครกักตุน เนื่องจากกรมธุรกิจพลังงานไม่มีฐานข้อมูลที่ใช้ในการกำกับดูแล และติดตามเส้นทางการขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเพิ่งจะมาออกคำสั่งกำหนดให้โรงกลั่นน้ำมัน , ผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 10 ต้องจัดส่งข้อมูลการรับ-จ่ายน้ำมัน พร้อมใบกำกับการขนส่งน้ำมัน ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยให้ระบุชื่อผู้รับปลายทางได้ซื้อน้ำมันชนิดไหน ปริมาณเท่าไหร่ส่งให้กรมธุรกิจพลังงานทุกวัน รวมทั้งให้ผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 10 จัดส่งข้อมูลในลักษณะดังกล่าวย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้กรมธุรกิจพลังงานงานมาใช้ในการวิเคราะห์ และตรวจสอบหาตัวคนที่เอาเปรียบประชาชน
จากการที่กรมธุรกิจพลังงานร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดได้จัดเจ้าหน้าที่ 86 ทีม ลงพื้นที่สำรวจปัญหาการขาดแคลนน้ำมันของสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ 2,649 แห่ง ในช่วงวันที่ 15-17 มีนาคม 2569 พบว่ามีปั๊มน้ำมันปิดให้บริการ 241 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 9.1% ของปั๊มที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เนื่องจากขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้วไม่มีเหลือน้ำมันในถังเก็บ จึงไม่พบว่ามีการกักตุน , เปิดให้บริการ แต่น้ำมันบางชนิดหมด หรือใกล้หมด 1,912 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 72.2% และเปิดให้บริการปกติมีน้ำมันเพียงพอที่จะจำหน่าย 496 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 18.7%
จากการสอบถามผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันถึงสาเหตุที่ทำให้ปั๊มขาดแคลนน้ำมัน พบว่าปั๊มน้ำมัน 1,003 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 45.7% ตอบว่ามีสาเหตุมาจากความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น , ปั๊ม 879 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 40% ตอบว่ามาจากผู้ค้าน้ำมัน จัดสรรน้ำมันมาให้ปั๊มลดลง , ปั๊ม 163 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 7.4% ตอบว่า รถขนส่งน้ำมันไม่เพียงพอ และปั๊ม 150 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 6.8% ตอบว่า คลังน้ำมันต้นทางไม่มีสินค้า
จากนั้นสำนักงานพลังงานจังหวัดได้ประเมินสถานการณ์ปั๊มขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศ ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 พบว่าปั๊ม 29 จังหวัด (สีแดง) ปิดให้บริการน้ำมันและเกิดความวุ่นวาย ส่วนใหญ่กระจายอยู่ทางภาคเหนือและอิสานตอนบน , มีปั๊ม 47 จังหวัด (สีเหลือง) ไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย เปิดให้บริการตามเวลา แต่มีปริมาณจำกัด ส่วนปั๊มในจังหวัดระยอง มีน้ำมันให้บริการมากขึ้น โดยปั๊มที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันทั้งหมด 2,082 แห่ง มีรายละเอียดดังนี้
- อันดับที่ 1 ปั๊มพีทีมีจำนวนสถานีที่ขาดแคลนน้ำมัน 667 แห่ง
- อันดับที่ 2 ปั๊ม ปตท. มีจำนวนสถานีที่ขาดแคลนน้ำมัน 563 แห่ง
- อันดับที่ 3 ปั๊มบางจาก มีจำนวนสถานีที่ขาดแคลนน้ำมัน 484 แห่ง
- อันดับที่ 4 ปั๊มซัสโก้ มีจำนวนสถานีที่ขาดแคลนน้ำมัน 140 แห่ง
- อันดับที่ 5 ปั๊มคาลเท็กซ์ มีจำนวนสถานีที่ขาดแคลนน้ำมัน 120 แห่ง
- อันดับที่ 6 ปั๊มเชลล์ มีจำนวนสถานีที่ขาดแคลนน้ำมัน 108 แห่ง
ภาพสถานีบริการน้ำมัน PT ซอยเพชรเกษม 48 แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ (เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569)
หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซินลง เป็นผลทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดปรับราคาขึ้นไปลิตรละ 6 บาท ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ปรากฏว่าสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนกลับเข้าสู่ปกติทันที จากปั๊มที่เคยปิดให้บริการก่อนหน้านี้ ก็กลับมาเปิดให้บริการกันตามปกติ ณ วันที่ 27 มีนาคม 2569 เหลือปั๊มที่มีขาดน้ำมัน 389 แห่ง โดยปั๊มที่มีปัญหาขาดน้ำมันน้อยที่สุด
- อันดับ 1 ปั๊มคาลเท็กซ์ และปั๊มเชลล์ มีปัญหาขาดน้ำมันอยู่ 20 แห่ง
- อันดับที่ 2 ปั๊มพีที มีปัญหาขาดน้ำมันอยู่ 27 แห่ง
- อันดับที่ 3 ปั๊มซัสโก้ มีปัญหาขาดน้ำมัน 30 แห่ง
- อันดับที่ 4 ปั๊มบางจาก มีปัญหาขาดน้ำมัน 65 แห่ง
- อันดับที่ 5 ปั๊ม ปตท. มีปัญหาขาดน้ำมัน 563 แห่ง
จากวิกฤติการณ์น้ำมันขาดแคลนที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคนที่ผ่านมา ทำให้สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนายการศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ซึ่งมีภารกิจในการบริหารจัดการ และติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิตะวันออกกลาง ทั้งในด้านน้ำมันเชื้อเพลิง การขนส่ง และเศรษฐกิจ รวมทั้งหามาตรการรับมือ เพื่อช่วยเหลือประชาชน และมากกว่านั้นในอดีตคือเจ้าของกิจการน้ำมัน PT แม้ในปัจจุบันได้ชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องใดๆแล้ว นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาให้ความเห็นผ่าน X ว่า หลังจากได้ฟังคำสัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ตนยังยืนยันความเห็นที่ได้อภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 “นายกรัฐมนตรีควร เปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤติพลังงานจากรองนายกฯพิพัฒน์ เป็นคนอื่น เพื่อเคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยขน์ทับซ้อน”
โดยนายพิพัฒน์ เล่าว่า นายก ฯเคยหารือกับเขาเกี่ยวกับเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน โดย “เรียกประชุมเป็นกลุ่มเล็กโดยไม่มีผู้ประกอบการ เพราะเรื่องนี้เราไม่สามารถให้ผู้ประกอบการรู้ได้ (ว่าจะขึ้นราคาน้ำมันเท่าไหร่) เพราะเราก็กลัวว่าผู้ประกอบการรู้ เขาอาจจะปิดสถานีบริการก่อน หรือ กักตุน…”
นายพริษฐ์ กล่าวว่า แต่ “ข้างในห้อง” คือตัวท่านรองนายกฯ พิพัฒน์ เองก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการเช่นกัน
1. รองนายกฯ พิพัฒน์ ยังถือหุ้นอยู่ 5% ใน บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลัก (25%) ในบริษัท PTG Energy (โดยมีน้องชายเป็นกรรมการและผู้บริหาร)
2. แม้รองนายกฯ พิพัฒน์ จะพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ แต่มีหลายครั้งตลอดการสัมภาษณ์ที่รองนายกฯ พิพัฒน์ มักใช้คำว่า “เรา” หรือ “พวกเรา” เวลาพูดถึงการดำเนินการของบริษัท PTG Energy
3. แม้ PTG Energy ไม่ได้มีโรงกลั่นของตนเอง แต่ รัชกิจ โฮลดิ้ง หรือ PTG Energy ถือหุ้นในหลายบริษัทที่ครอบคลุมแทบทุกขั้นตอนอื่นในห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน และจากข้อมูลล่าสุดที่ตนมี พบว่า มีการถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ หรือ คลังน้ำมัน (ม.7) = อย่างน้อย 2 บริษัท
- บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 70.50%
- บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 40%
มีการถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายย่อย หรือ จ็อบเบอร์ (ม.10) = อย่างน้อย 6 บริษัท
- บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
- บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 99.98%
- บริษัท 3: PTG ถือหุ้น 99.98%
- บริษัท 4: PTG ถือหุ้น 99.98%
- บริษัท 5: PTG ถือหุ้น 99.97%
- บริษัท 6: PTG ถือหุ้น 99.97%
มีการถือหุ้นในผู้ขนส่งน้ำมัน (ม.12) = อย่างน้อย 4 บริษัท
- บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
- บริษัท 2: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น 25%
- บริษัท 3: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น (ทางอ้อม) 25%
- บริษัท 4: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น (ทางอ้อม) 19%
4. หนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ (ม.7) ที่ PTG ถือหุ้น เป็นธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ที่อาจจะได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลที่เสนอให้เพิ่มอัตราส่วนผสมน้ำมันไบโอดีเซล (เช่น B10 หรือ B20)
“ผมย้ำว่า ผมไม่ได้กล่าวหาว่า บริษัทเหล่านี้ทำอะไรที่ผิดไปแล้ว แต่ผมอยากชี้ให้เห็นว่า หากสมมติผมเป็นบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่มีเครือข่ายบริษัทน้ำมันอย่างกว้างขวางในแทบจะทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน และหากผมรู้มาก่อนว่า นโยบายของรัฐบาลในแต่ละวันถูกกำหนดมาอย่างไร สถานการณ์แบบนี้จะเปิดช่องมหาศาลให้ผมสามารถเก็งกำไรได้บนความเดือดร้อนของประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวว่า รองนายกฯ พิพัฒน์ ทราบดีถึงข้อกังขานี้ เพราะท่านพูดในลักษณะตัดพ้อหลายครั้งในรายการว่าท่าน “พูดอะไรไป ก็ไม่มีใครเชื่อ” ดังนั้น ไม่ว่าที่ผ่านมาจะมี หรือไม่มีการใช้อำนาจ เพื่อประโยชน์ของเครือข่ายธุรกิจตนเอง แต่ตราบใดที่รัฐบาลยังคงออกแบบโครงสร้างการบริหารจัดการวิกฤติพลังงานครั้งนี้ โดยให้ผู้กำหนดนโยบายหลักกับผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจน้ำมันเป็นคน ๆเดียวกัน ก็ยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นในความตรงไปตรงมา หรือความโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาล หากรัฐบาลต้องการเคลียร์ข้อครหาตนเองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตนจึงเห็นว่า “นายกฯ ควรเปลี่ยน ผอ. ศบก. หรือผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงานจากรองนายกฯ พิพัฒน์ เป็นคนอื่น หรือหากท่านนายกฯไม่กล้าตัดสินใจ รองนายกฯ พิพัฒน์ จะพิจารณาถอนตนเองก็ได้”
ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 แต่งตั้ง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมีกรรมการอีก 11 คน ประกอบด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI),ปลัดกระทรวงการคลัง ,ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ ส่วนผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ทำหน้าที่ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา และกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เสนอต่อ ครม.พิจารณาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ
โดยนายอนุุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ก็จะสิ้นสุดลงไปพร้อมกับรัฐบาล “หนู 1” หลังจากที่รัฐบาล “หนู 2” เข้ามาบริหารประเทศ ก็จะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย จึงแต่งตั้ง ดร.เอกนิติ เป็นประธาน คตร. รวมทั้งจะมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงพลังงานแทนนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางด้านพลังงาน
อนึ่ง จากการตรวจสอบข้อมูลในรายงานประจำปี 2568 (แบบ 56-1) เปรียบเทียบข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน ณ เดือนมีนาคม 2569 พบว่า กลุ่มบริษัท PTG Energy ได้ไปขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน โดยได้รับใบอนุญาตเป็นทั้ง ผู้ค้ารายใหญ่ หรือ “ผู้ค้ามาตรา 7” และ ผู้ค้ารายย่อย หรือ “ผู้ค้ามาตรา 10” ในส่วนที่กลุ่ม PTG ไปขึ้นทะเบียนเป็นผู้ค้ามาตรา 7 กับกรมธุรกิจพลังงาน โดยไปรับน้ำมันมาจากโรงกลั่นน้ำมันจะมี 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ซึ่งตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมัน ฯ กำหนดให้ผู้ค้ามาตรา 7 จะต้องสำรองน้ำมัน 1% (ตามคาดการณ์ยอดขายรายไตรมาส) เพื่อควบคุมการค้าน้ำมัน และป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
ทั้งนี้ผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 10 และ 11 ไม่ต้องสำรองน้ำมันตามกฏหมาย เนื่องจากกฎหมายการค้าน้ำมัน กำหนดเฉพาะผู้ค้าตามมาตรา 7 เท่านั้นที่ต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมาย ดังนั้นผู้ค้ามาตรา 10 และ 11 จึงไม่ต้องสต๊อกน้ำมันเพื่อการสำรองตามกฏหมาย 1 % ของคาดการณ์ยอดขายรายไตรมาส จึงไม่มีภาระต้นทุนในส่วนนี้
ส่วนผู้ค้ามาตรา 10 เป็นกิจการที่มีขนาด หรือ ปริมาณการค้าอยู่ระหว่างผู้ค้ารายใหญ่ (มาตรา 7) และสถานีบริการทั่วไป (มาตรา 11) สามารถไปรับน้ำมันได้ทั้งจากโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อส่งไปจำหน่ายต่อให้ผู้ค้ามาตรา 11 หรือ สถานีบริการน้ำมันรายย่อยที่ไม่มีแบรนด์ รวมทั้งภาคขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม ไซต์งานก่อสร้าง และเกษตรกร โดยกลุ่มบริษัท PTG ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ค้ามาตรา 10 จากกรมธุรกิจพลังงานมีประมาณ 6 บริษัท ได้แก่ บริษัท พีระมิด ออยล์ จำกัด , บริษัท เอ็มไพร์ ออยล์ จำกัด ,บริษัท เอเวอร์เรสต์ ออยล์ จำกัด , บริษัท แอลไพน์ ออยล์ จำกัด , บริษัท พีทีจี กรีน เอ็นเนอยี จำกัด , บริษัท แมกซ์ มี คอร์ป จำกัด นอกจากนี้ยังมีการขึ้นทะเบียนเป็น “สถานีบริการ” หรือ “ผู้ค้ามาตรา 11” ประมาณ 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท ปิโตรเลียม คอร์ปอเรชั่น จำกัด , บริษัท บีพีทีจี จำกัด , บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด และบริษัท โอลิมปัส ออยล์ จำกัด เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีแนวทางปฏิบัติที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รัฐบาลต้องส่งเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดทั่วประเทศและเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ออกไปสำรวจถังเก็บน้ำมันของทุกปั๊ม เพื่อตรวจสอบว่าแต่ละปั๊มมีสต็อกน้ำมันเก่าคงเหลืออยู่เท่าไหร่ เพื่อป้องกันการกักตุนและการเก็งกำไร เช่นเดียวกับปรับการขึ้นราคาน้ำมันในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 หากกระทรวงพลังงานไม่มีการตรวจสอบสต็อกน้ำมันที่เหลืออยู่ในถังใต้ดิน ก่อนปรับราคาขึ้นลิตรละ 6 บาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ นั่นหมายความว่า น้ำมันค้างถังจำนวนมากจะถูกเปลี่ยนไปเป็น “กำไรส่วนต่าง” ทันทีในชั่วข้ามคืน จึงมีคำถามจากผู้บริโภคว่าทำไมไม่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันก่อนขึ้นราคา
ตรงนี้ก็อาจจะมีประเด็นเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ค้ามาตรา 7 รับน้ำมันจากโรงกลั่นไปจำหน่ายผ่านปั๊มน้ำมันที่มีแบรนด์ เช่น ปตท. , คาลเท็กซ์ , บางจาก , เชลล์ มีต้นทุนสูงกว่า เพราะต้องสำรอง 1% แต่ผู้ค้ามาตรา 10 ไปรับน้ำมันจากโรงกลั่นไปจำหน่ายผ่านปั๊มไม่มีแบรนด์ ก็จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เพราะไม่ต้องสำรอง 1% แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรมธุรกิจพลังงานก็ไม่ได้ไปตรวจสอบการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวนี้ จึงไม่มีฐานข้อมูลในส่วนนี้ แหล่งข่าวในแวดวงน้ำมันให้ข้อมูลว่ามีผู้ค้ารายใหญ่บางรายที่ยังมีบางส่วนดำเนินธุรกิจ เป็นผู้ค้าตามมาตรา 10 เพื่อไม่ต้องกันสำรองน้ำมันตามกฏหมาย ทั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ
จากข้อมูลสถิติจำนวนสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทยของกรมธุรกิจพลังงาน ณ ไตรมาส 4 ของปี 2568 ทั่วประเทศมีสถานีบริการน้ำมันรวมทั้งหมด 26,130 แห่ง โดยสถานีบริการน้ำมันที่เครือข่ายสาขามากที่สุด
- อันดับที่ 1 สถานีบริการน้ำมันของ ปตท.ทั่วประเทศมีจำนวน 2,791 แห่ง
- อันดับที่ 2 สถานีบริการน้ำมันของพีทีจี ทั่วประเทศมีจำนวน 2,340 แห่ง
- อันดับที่ 3 สถานีบริการน้ำมันของบางจาก ทั่วประเทศมีจำนวน 2,214 แห่ง
- อันดับที่ 4 สถานีบริการน้ำมันของเชลล์ ทั่วประเทศมีจำนวน 694 แห่ง
- อันดับที่ 5 สถานีบริการน้ำมันของคาลเท็กซ์ ทั่วประเทศมีจำนวน 533 แห่ง
แต่ที่น่าสนใจเป็นสถานีบริการน้ำมันของผู้ค้ารายกลางและรายเล็ก (รายย่อย) สูงถึง 17,089 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 65% ของจำนวนสถานีบริการน้ำมันทั้งหมดในประเทศไทย และยังมีจำนวนมากกว่ากลุ่ม 3 อันดับแรก (ปตท.,พีทีจี และบางจาก) รวมกัน 7,345 แห่ง ดังนั้นในช่วงที่เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน ประชาชนแห่ไปเติมน้ำมันกันที่ปั๊มแบรนด์ จนทำให้น้ำมันในสต็อกหมดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ปั๊มรายย่อย สู้ราคาไม่ไหวจึงไม่มีน้ำมันขาย จึงทำให้โครงการการจัดจำหน่ายน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา กลายเป็นอัมพาต