โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ผนึกกำลัง สบส. และ ม.มหิดล เสริมพลัง อสม. ด่านขุนทด เปิดโครงการ “รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี” รับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน

Positioningmag

อัพเดต 11 พ.ค. เวลา 06.06 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. เวลา 06.03 น. • PR News

บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด ร่วมกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้า “โครงการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อคนรุ่นต่อไป: รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี ยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไต” นำร่องที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเสริมศักยภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 2,000 คน ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงรุก ตั้งแต่การคัดกรองความเสี่ยง อ่านผล ติดตาม ให้คำแนะนำ ไปจนถึงประสานส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเหมาะสม
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในประเทศไทย โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบความเสี่ยงของตนเองจนกระทั่งโรคพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น ข้อมูลจากโครงการ CheCKD Now ระบุว่า การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังล่าช้าเพียง 1 ปี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวาย 63% และโรคหัวใจและหลอดเลือด 8% ขณะที่การคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน จากโรงพยาบาล 9 แห่ง พบว่ากว่า 45% มีภาวะโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ1 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคไต สะท้อนช่องว่างสำคัญของการเข้าถึงการคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ในภาพรวม ประเทศไทยกำลังเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 70% ของประชากรไทยทั้งหมด และอีกจำนวนมากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ทราบสถานะของตนเอง2 นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน และส่งผลกระทบต่อทั้งคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นของการคัดกรองเชิงรุกตั้งแต่ระดับชุมชน ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงของตนเอง เพื่อให้สามารถเข้าถึงการดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างทันท่วงที


นางจีรวรรณ หัสโรค์ รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นภาระสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งในมิติของจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบต่อทรัพยากรของประเทศในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทของ อสม. ให้เป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังและจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับชุมชน โครงการ ‘รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี’ สอดคล้องกับทิศทางนโยบายดังกล่าว โดยช่วยเสริมศักยภาพ อสม. ในการค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสนับสนุนการดูแลอย่างต่อเนื่องในชุมชน ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดภาระของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่อระบบบริการสุขภาพในระยะยาว”


รองศาสตราจารย์ ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวิชาการ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรังมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และมักดำเนินไปโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก การจัดการโรคอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยทั้งการป้องกัน การปรับพฤติกรรม และการคัดกรองอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลมีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาปรับใช้ในบริบทจริงของชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือและทักษะที่ช่วยให้ อสม. สามารถประเมินความเสี่ยง ให้คำแนะนำเบื้องต้น และติดตามผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างองค์ความรู้กับการปฏิบัติจริงในระบบสุขภาพ”


นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุข การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลอย่างต่อเนื่อง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ มุ่งสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ แนวทางการคัดกรอง และการพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมศักยภาพ อสม. ให้สามารถทำหน้าที่คัดกรอง ติดตาม และประสานการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับชุมชน และสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”
เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายด้านสาธารณสุข โครงการนำร่องในอำเภอด่านขุนทดจึงมุ่งเสริมศักยภาพ อสม. ให้สามารถมีบทบาทเชิงรุกในการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การคัดกรองเบื้องต้น การติดตามผล ไปจนถึงการประสานส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเหมาะสม โดยได้รับการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือคัดกรอง เช่น ACR Test Kit และแนวทางการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลได้เร็วขึ้นและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนการบูรณาการของภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และ อสม. ในการสร้างต้นแบบการดูแลสุขภาพเชิงรุกระดับชุมชน เพื่อช่วยลดช่องว่างของการเข้าถึงการคัดกรอง และสนับสนุนให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้า สู่ระบบการดูแลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดภาระของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่อระบบสาธารณสุขในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...