เสียงพ่อค้าแม่ค้า ‘เคหะร่มเกล้า’ หลังน้ำท่วม สะท้อนของเสียหาย วอนรัฐช่วยให้ถึงที่สุด ชี้ เยียวยา 9,000 ไม่พอ
“ตอนนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว” เสียงพ่อค้าแม่ค้า ‘เคหะร่มเกล้า’ หลังน้ำท่วม สะท้อนของเสียหายหลักหมื่นถึงเกือบแสน วอนรัฐช่วยให้ถึงที่สุด ชี้เยียวยา 9,000 ไม่พอ ขอช่วยตามความเสียหายจริง
วันนี้ (5 ต.ค. 69) The Reporters ลงพื้นที่เก็บภาพความเสียหายภายในชุมชนเคหะร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร หลังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมเข้าสู่วันที่ 10 โดยบางจุดระดับน้ำลดลงจนแห้งสนิทแล้ว ขณะที่บางจุดตามซอยยังมีน้ำท่วมขังระดับหัวเข่า ชาวบ้านและเจ้าของร้านค้าทยอยสำรวจความเสียหาย ทำความสะอาด และเตรียมกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง
จากการลงพื้นที่บริเวณหน้าร้านค้า ตลาด บ้านเรือน และสถานประกอบการ พบขยะที่ประชาชนนำออกมาทิ้งหลังน้ำลด รวมถึงตามถนนมีซากขยะลอยเกลื่อนอยู่หลายจุด รอเจ้าหน้าที่เขตเข้ามาเก็บกวาดและฟื้นฟูพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เป็นเฟอร์นิเจอร์ ซากไม้ ถุงพลาสติก และสิ่งของที่ชำรุดเสียหายจากน้ำท่วม
ด้าน ลุงอ๋อย อายุ 60 ปี เจ้าของร้านวิวัฒน์ อิเล็กทรอนิกส์ รับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีการแจ้งเตือนภัย น้ำมาเลย โดยช่วงแรกน้ำท่วมสูงถึงระดับเอวเกือบถึงอก และเข้าท่วมภายในร้านซึ่งมีทั้งหมด 3 ชั้น แต่เนื่องจากน้ำมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถขนของขึ้นไปไว้ชั้นบนได้ทัน ข้าวของที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นตู้เย็นและเครื่องซักผ้าของลูกค้าที่นำมาให้ร้านซ่อม “ก็ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลเขาจะช่วยยังไง สำหรับเงินเยียวยา 9,000 บาท คิดว่าไม่พอ ยังไงก็ไม่พอ เป็น 10,000 ก็ยังไม่พอ”
ลุงอ๋อยกล่าวว่า สำหรับความเสียหายภายในร้านคิดเป็นเงินหลายหมื่นบาท เกือบ 100,000 บาท โดยเฉพาะของในร้านที่เสียหายประมาณครึ่งแสนบาท นอกจากนี้ยังมีรถยนต์ 2 คัน และรถจักรยานยนต์อีก 1 คันที่ถูกน้ำท่วม โดยน้ำเข้ารถอย่างรวดเร็ว สถานการณ์เพิ่งดีขึ้นเมื่อวานนี้ และที่ผ่านมาไม่มีใครเข้ามาช่วย ต้องทำกันเอง
“ก็อยากจะเสนอให้รัฐบาลช่วยให้ถึงที่สุด ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว เหลือแต่ชีวิต ชีวิตยังไม่รู้จะอยู่รอดหรือเปล่า ยังไม่รู้เลย ก็อยากให้ช่วยหน่อย ตอนนี้แย่มาก ไม่เคยเสียหายขนาดนี้ เกิดมาไม่เคยเจอ ปีนี้ท่วมหนักมาก”
ขณะที่ ป้าแววดาว อายุ 55 ปี เจ้าของร้านดาวกาแฟโบราณ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่เหลืออะไรเลย โดยก่อนหน้านี้พักอาศัยอยู่ที่บ้านและไม่รู้ว่าน้ำท่วม จนมีคนมาแจ้งข่าว แต่ก็ยังไม่สามารถออกจากบ้านได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูง และไม่เคยคิดว่าน้ำจะท่วมขนาดนี้ เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นจึงสำรวจความเสียหาย พบว่าของที่ใช้ขาย ทั้งกาแฟ นม และชา ซึ่งเก็บไว้ในตู้ ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมทั้งหมดและต้องนำไปทิ้ง
ป้าแววดาวกล่าวว่า ยังไม่ได้ลงทะเบียนเยียวยาของรัฐบาล เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนร้านค้า จึงไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียนแบบไหน โดยของที่ซื้อมาไว้สำหรับขายมีมูลค่าประมาณ 6,000 บาท และต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด ส่วนกาแฟและนมที่ซื้อไว้จำนวนมากก็ได้รับความเสียหาย เพราะไม่คิดว่าน้ำจะท่วม โดยคิดว่าฝนตกเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้งนี้ฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากรวมความเสียหายของร้านแล้วประมาณ 10,000 บาท และหากรวมบ้านที่พักอาศัยซึ่งมีตู้เสื้อผ้าและตู้โชว์ถูกน้ำท่วมด้วย ความเสียหายก็เป็นหลายหมื่นบาท รวมถึงรถจักรยานยนต์ที่จมน้ำ ซึ่งไม่สามารถนำขึ้นไปไว้ชั้นบนได้ เนื่องจากที่บ้านมีแต่ผู้หญิงและไม่สามารถซ่อมรถเองได้ โดยร้านเปิดมานาน 10 ปีแล้ว
ด้านพี่ก้อย อายุ 48 ปี เจ้าของร้านอาหารตามสั่งบอลลูนราดข้าว กล่าวว่า เปิดร้านมาประมาณ 6-7 ปี และไม่เคยเกิดสถานการณ์แบบนี้มาก่อน โดยไม่มีการแจ้งเตือน เมื่อปี 2554 เคยมีน้ำท่วม แต่ครั้งนั้นมีเพียงรถยนต์ของตนเองที่จมน้ำ ส่วนร้านไม่ถูกน้ำท่วม แต่ครั้งนี้น้ำเข้าท่วมร้านทั้งหมด โดยน้ำเริ่มท่วมช่วงกลางคืนประมาณเที่ยงคืน และช่วงเช้ามีการสั่งของเพื่อจะนำมาลงที่ร้าน แต่ทางร้านค้าที่จะนำของมาส่งโทรมาแจ้งว่ายกเลิกการส่งเนื่องจากน้ำท่วม จึงรีบลงมาดูและพบว่าน้ำท่วมเต็มร้าน ระดับน้ำประมาณเอว และน้ำมาเร็วมากจนของภายในร้านลอยเต็มร้าน โดยวันนี้เป็นวันแรกที่สถานการณ์น้ำดีขึ้น
สำหรับสิ่งของที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นเครื่องปรุง ถ้วย ชาม ช้อน รวมถึงถังน้ำแข็ง เสียหายหมดทั้งร้าน ก่อนหน้านี้ได้ทยอยนำของบางส่วนขึ้นไปเก็บไว้ที่สูง โดยเฉพาะเตาแก๊ส แต่นอกนั้นได้รับความเสียหายทั้งหมด และคาดว่าจะต้องเปลี่ยนของใหม่ภายในร้าน โดยก่อนหน้านี้ภายในร้านมีขยะและโคลนดำเต็มไปหมด
พี่ก้อยประเมินว่า หากรวมค่าใช้จ่ายในการลงทุนใหม่ทั้งหมด น่าจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท เพราะต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่เกือบทั้งหมด ส่วนเงินเยียวยา 9,000 บาท หากเป็นร้านของตนเองคิดว่าไม่พอ แต่หากได้รับก็ยังดี โดยมองว่าควรพิจารณาตามสถานการณ์ของแต่ละร้าน
“พี่ว่าน่าจะให้ตามสถานการณ์ ร้านเล็กร้านใหญ่ ร้านใหญ่อาจจะมีการอัปราคาขึ้นให้หน่อย ร้านเล็กคิดว่า 9,000 ก็น่าจะเพียงพอ แต่ถ้าเป็นร้านใหญ่คิดว่าไม่พอ ต้องดูตามสถานการณ์ของร้านแต่ละร้าน”