โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอกนิติ’ เปรียบไทยเป็น ‘เรือลำเล็ก’ เผชิญมรสุมเศรษฐกิจ 4 ด้าน

The Reporters

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘เอกนิติ’ เปรียบไทยเป็น ‘เรือลำเล็ก’ เผชิญมรสุมเศรษฐกิจ 4 ด้าน เร่งปฏิรูปโครงสร้าง–เชื่อมโยงอาเซียน ดึงลงทุน AI ยกระดับแรงงาน ย้ำไม่หยุดแค่อาเซียน เดินหน้าเจรจา EU เปิดตลาดใหม่

วันนี้ (15 ต.ค. 69) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเวทีเสวนาในระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “การสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและมีพลวัตสำหรับอนาคต” โดยระบุว่า ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องเผชิญกับมรสุมหลายรูปแบบ เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

1.ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน

2.ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation) ซึ่งส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตและการกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทาน แม้ไทยจะมีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบทางลบ

3.อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยยังคงสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีไว้ที่ประมาณร้อยละ 2.3 ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในยุโรป โดยมีวินัยทางการคลังเป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยค้ำจุนเสถียรภาพดังกล่าวไว้

4.การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งแม้ไทยจะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี AI แต่กลุ่มผู้ประกอบการและแรงงานที่ไม่สามารถปรับตัวหรือเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ อาจเผชิญกับภาวะความเปราะบางและมีสถานะทางเศรษฐกิจที่ถดถอยลง

นายเอกนิติระบุว่า ในฐานะที่ไทยเป็นเรือลำเล็ก สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเรือของเราแข็งแรงเพียงพอที่จะต้านทานแรงลมพายุได้ ซึ่งหมายถึงการรักษาวินัยทางการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค เพื่อป้องกันไม่ให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางมหภาคเป็นเพียงรากฐานความจำเป็นขั้นต้น แต่ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย

“ประเทศจำเป็นต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และเปลี่ยนความผันผวนให้กลายเป็นโอกาส ด้วยการเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที ทั้งในฝั่งภาคธุรกิจและภาคประชาชน เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น จะยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและต้องแบกรับแรงกระแทกที่รุนแรงขึ้น ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์และให้การสนับสนุนอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) สร้างภูมิคุ้มกันให้ทุกคนมีกันชนรองรับแรงกระแทก และเร่งยกระดับการพัฒนาเพื่อรับมือกับพายุลูกใหญ่กว่าเดิมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวถึงแนวทางการรับมือความเปลี่ยนแปลงว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปิดกว้างและร่วมมือกับชาติพันธมิตรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ซึ่งแม้จะมีการบูรณาการทางการค้าและการลงทุนร่วมกันอยู่แล้ว แต่ยังต้องเร่งขับเคลื่อนให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างกันภายในภูมิภาคอาเซียนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีการค้าภายในกลุ่มสูงถึงร้อยละ 60 เราจึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายการค้าระหว่างกันเพื่อลดความเปราะบางจากแรงกระแทกภายนอกภูมิภาคได้ เพราะอาเซียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคนและกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน เราควรนำความหลากหลายในอาเซียนมาแปรเป็นโอกาสในการรองรับแรงกระแทก โดยเฉพาะวิกฤตราคาพลังงาน จึงเป็นที่มาของการเร่งผลักดันโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เนื่องจาก สปป. ลาว มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำและพลังงานสะอาด ขณะที่ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ต่างมีความต้องการใช้พลังงาน การเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งร่วมกันเพื่อรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป. ลาว ส่งผ่านไทยไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ จะช่วยสร้างเสถียรภาพและดูดซับแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ประเทศในภูมิภาคมีความต้องการใช้งานสูงขึ้น แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากภายนอก จึงจำเป็นต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นเหตุผลที่อาเซียนผลักดันการเจรจาความตกลงกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) เพื่อสร้างการเชื่อมโยงระบบ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้เป็นต้นแบบ โดยอาศัยฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ในภูมิภาคเพื่อเติบโตไปด้วยกัน

ส่วนตลาดเงินและการพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัลนั้น ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนด้วยคิวอาร์โค้ด (Cross-border QR Payment) ระหว่างไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยในไทยได้อย่างสะดวก เป็นการใช้เทคโนโลยีทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันในระดับภูมิภาค

“ผมไม่ได้ต้องการจำกัดการเติบโตอยู่เพียงแค่อาเซียนเท่านั้น ประเทศไทยต้องการเปิดตลาดใหม่สู่ภูมิภาคอื่นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งเรากำลังเดินหน้าเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) สำหรับท่านที่อาจตั้งข้อสงสัยต่อระบบระเบียบระหว่างประเทศ แต่เราเชื่อมั่นในระบบระเบียบโลกที่เป็นธรรม (Rules-based Order) เราจึงมุ่งมั่นที่จะจับมือเดินหน้าทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อสร้างภูมิภาคของเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายเอกนิติกล่าว

สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานและยกระดับเทคโนโลยีเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่นั้น ไทยเร่งใช้โอกาสจากการกระจายห่วงโซ่อุปทานดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในช่วงครึ่งแรกของปีเติบโตสูงถึงร้อยละ 47 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนเติบโตเกินร้อยละ 10 ติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยภาครัฐได้ต่อยอดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้สู่การพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยผ่านโครงการ ‘Skill Bridge Program’ ร่วมกับมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน ดึงกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และเพิ่มผลิตภาพการผลิต ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาตการลงทุนอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...